ลำบากใจ ก็เลยไม่ได้เรียกร้องให้เขาสอนต่อ”
“แล้วไง?”
“เจ้าก็รู้ว่าข้าเป็นเซียนที่อ่อนโยน เอาใจใส่ ใจกว้าง สง่างาม”
เซียนอมตะใช้คำที่ไม่ค่อยเข้ากับตัวเองเลย
“ตอนนั้นข้าก็แสดงความเห็นอกเห็นใจว่า พวกเจ้าต้องดูแลดาวเคราะห์มากมาย ยุ่งจนไม่มีเวลา ไม่มีเวลามากินข้าวที่นี่ก็เข้าใจได้”
“เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าก็จำใจต้องบริการถึงที่ ทำอาหารเสร็จแล้วส่งถึงโต๊ะทีละคน อย่างนี้อาหารที่ข้าทำก็จะไม่เสียเปล่า พวกเจ้าก็ประหยัดเวลา”
“เซียนซุ่ยยวี่คงคิดว่าเวลาของข้าก็มีค่า ไม่ควรเสียไปกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้ จึงบอกทันทีว่าจะสอน ‘ทำนายอนาคต’ ให้ข้า เพื่อทำนายว่าใครจะมา ใครจะไม่มา”
“ข้าบอกว่าวิชานี้ดูยากนะ ข้าไม่เรียนดีกว่า ส่งอาหารถึงที่เอาก็แล้วกัน เซียนซุ่ยยวี่ก็กระตือรือร้นบอกว่าวิชานี้ง่ายมาก เรียนปุ๊บเป็นปั๊บ”
“ข้าเห็นเซียนซุ่ยยวี่กระตือรือร้นนัก ก็เลยจำใจเรียน”
“แล้วเจ้าเรียนได้หรือ?”
เซียนอมตะพยักหน้า ทำหน้าภาคภูมิใจ
“เจ้าคิดว่าข้าเป็นใคร ข้าคือเซียนอมตะผู้ยิ่งใหญ่! จะมีอะไรที่เรียนไม่ได้! ข้าสามารถทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้าสามวันได้ ไม่มีคลาดเคลื่อน!”
ลู่หยางนึกเลื่อมใส สามารถรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าสามวัน สมแล้วที่เป็นหนึ่งในห้าเซียนยุคโบราณ
“ข้าจะสาธิตให้ดูสักรอบ!”
เซียนอมตะพูดพลางปล่อยวิญญาณออกจากร่าง มีลมพัดมาจากที่ไหนไม่รู้ พัดชายกระโปรงสีเขียวอ่อนของนาง ราวกับเดินออกมาจากภาพวาด
เซียนอมตะยกมือขวาข