“ก็…ก็ไม่ถึงขนาดนั้น การบำเพ็ญเซียนต้องรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบาบ้าง อย่างที่ว่าอยู่นิ่งนานๆ ก็ต้องออกไปเดินเล่นบ้าง”
“เสี่ยวหยุนลองคิดดู การบำเพ็ญเซียนก็เพื่อความเป็นอมตะ เที่ยวเล่นอย่างอิสระ ถ้าปิดตัวเองตลอด นั่งสมาธิบำเพ็ญตลอด การบำเพ็ญเซียนก็เหมือนติดคุกทรมานตัวเอง เป็นการทำอะไรกลับหัวกลับหางน่ะ”
ท่านเต๋าปู้อวี่พูดอย่างจริงจัง ในฐานะแขกประจำของคุกหลวง เขามีสิทธิ์พูดเรื่องติดคุกมากกว่าใครๆ
“อีกอย่าง การบำเพ็ญเซียนก็แบ่งเป็นสองแบบ คือบำเพ็ญในโลกมนุษย์กับบำเพ็ญหลีกหนีโลก ใช่หรือไม่? ข้าเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการบำเพ็ญในโลกมนุษย์ ต้องคลุกคลีกับผู้คน ท่องเที่ยวในหล้า รู้ซึ้งถึงวิถีเซียน จึงจะก้าวหน้าได้!”
ลู่หยางเคยได้ยินเรื่องนี้มาบ้าง อย่างผู้บำเพ็ญที่เข้ารับราชการในราชวงศ์ต้าเซี่ย ก็คือการบำเพ็ญในโลกมนุษย์ ส่วนผู้บำเพ็ญในห้าสำนักใหญ่ มักจะเป็นการบำเพ็ญหลีกหนีโลก แต่แทบไม่มีใครที่บำเพ็ญหลีกหนีโลกบริสุทธิ์เหมือนศิษย์พี่ใหญ่
ไม่ว่าท่านเต๋าปู้อวี่จะพูดวิจิตรพิสดารแค่ไหน หยุนจือก็ไม่หวั่นไหว แม้แต่เปลือกตาก็ไม่กระดิกสักนิด
“อาจารย์ ตอนที่ท่านสอนข้า ท่านบอกว่า มีแรงกดดันจึงจะมีแรงผลักดัน การบำเพ็ญต้องขยันหมั่นเพียร หนึ่งวันต้องวางแผนทั้งเช้ากลางวันเย็น หนึ่งปีต้องวางแผนทั้งสี่ฤดู”
หยุนจือก็ทำตามที่ท่านเต๋าปู้อวี่สอนจริงๆ บำเพ็ญตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ขยันหมั่นเพียรอย่างยิ่ง นางเป็นอัจฉริยะที่หา