วหน้าสาขาชู…ให้เจ้าเป็นผู้ดูแล…คนใส่ร้าย!”
“…จะเป็นคนใส่ร้ายได้อย่างไร? เจ้าอย่าพูดส่งเดช!” ลู่หยางแย้งอย่างมีเหตุผล
“อย่าคิดว่าข้าไม่รู้…เขา…ทำเรื่องดีๆ!”
“…หัวหน้าสาขาชู…ทำตัวเป็นคนดี…ตั้งแต่เข้าลัทธิมาทำแต่เรื่องเอาเปรียบพวกเรา…ข้าว่า…ต้องเป็นสายลับฝ่ายธรรมะแน่ๆ!”
ภาพบันทึกจบแค่นี้ หัวหน้าสาขาชูดูจนกัดฟันกรอด
ลู่หยางที่อยู่ข้างๆ โกรธอย่างชอบธรรม “หัวหน้าสาขาชูปฏิบัติต่อข้าดี พวกเราฝ่ายมารก็มีการทะเลาะเบาะแว้ง มีความโกรธที่พุ่งพล่าน แต่ก็รู้จักตอบแทนบุญคุณ ข้าเห็นฉื่อสวี่หลงใส่ร้ายท่าน เฉินจิ้นอี้ก็ไม่ห้ามปราม ความโกรธจึงผุดขึ้นในใจ พอโกรธขึ้นมาก็พาเมิ่งจิ่งโจวและคนอื่นๆ ฆ่าพวกเขาซะเลย!”
“ตอนต่อสู้ไม่เหมาะจะบันทึกภาพ ข้าเลยเก็บลูกแก้วบันทึกภาพไป”
แน่นอนว่าลู่หยางไม่มีทางให้หัวหน้าสาขาชูรู้รูปแบบการต่อสู้ของพวกเขา
หัวหน้าสาขาชูชมเสียงดัง ยังได้ยินความโกรธต่อฉื่อสวี่หลงแฝงอยู่ “ฆ่าได้ดีมาก! สองตัวสัตว์นั่นสมควรตายยิ่งนัก!”
หัวหน้าสาขาชูรู้ว่าฉื่อสวี่หลงไม่พอใจตน เขานึกถึงที่ฉื่อสวี่หลงมีความสามารถ จึงเรียกมาเตือนสองสามประโยค ตอนนั้นฉื่อสวี่หลงยังแสดงความจงรักภักดีต่อหน้าตน บอกว่าตนจะทำงานได้ดีกว่าลู่หยางแน่นอน
ตอนนี้ดูท่าฉื่อสวี่หลงยังแค้นใจตนอยู่ ถึงขั้นพูดเหลวไหลว่าตนเป็นสายลับฝ่ายธรรมะได้
ลัทธิอมตะจะมีสายลับฝ่ายธรรมะได้อย่างไร!
“ลู่หยาง เจ้าช่วยสาขาของข้ากำจัดภัยร้ายแรงสองคนได้