เมื่อหลันถิงเห็นลู่หยางใช้มวยเลียนแบบจนเปลี่ยนร่างเป็นหม่านกู่ได้ นางก็หยิบยันต์สีเหลืองออกมาเงียบๆ
ให้นางวาดยันต์แปลงกายเองดีกว่า
ไม่เสียทีที่เป็นสำนักดังด้านความคิดสร้างสรรค์และวิชาพิเศษ ใช้มวยปลอมเป็นวิชาแปลงกาย ต้องมีความเข้าใจวิชาลึกซึ้งถึงเพียงนี้จึงจะทำได้
คงไม่มีใครในระดับเดียวกันจะเทียบความเชี่ยวชาญด้านวิชาของลู่หยางได้
ลู่หยางนึกขึ้นได้ว่าก่อนหน้านี้หลันถิงเอาหนังเสือไปก็เพื่อทำยันต์ ดูเหมือนนางจะมีความเชี่ยวชาญด้านยันต์อยู่ไม่น้อย
หลันถิงชี้ที่ดวงตาของตน “ดวงตาของข้ามีความพิเศษ ไวต่อลวดลาย สามารถมองทะลุแก่นแท้ของยันต์และจุดสำคัญของค่ายกล เกิดมาก็ถนัดการทำยันต์และวางค่ายกล”
“แต่ข้ามีพลังจำกัด จึงทุ่มเทไปที่การทำยันต์เป็นหลัก ส่วนค่ายกลรู้แค่เล็กน้อย”
หลันถิงพูดถ่อมตัว แต่จริงๆ แล้วนี่เป็นพรสวรรค์ที่ยอดเยี่ยมมาก พรสวรรค์นี้ทำให้นางมีอนาคตไกลในด้านยันต์และค่ายกล ทำให้ปรมาจารย์ด้านยันต์และค่ายกลหลายคนอิจฉา
ไม่นานหลันถิงก็วาดยันต์แปลงกายเสร็จ แปะลงบนร่างกาย ทั้งร่างก็เปลี่ยนจากงามเลิศเป็นธรรมดา น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก
ด้วยเหตุนี้ ร้านย่างจึงได้พนักงานใหม่มา
สองวันหลังจากหลันถิงเข้าร่วม ร้านย่างก็ยังคงวุ่นวายเหมือนเดิม แต่มีพนักงานใหม่เข้ามาช่วย ทำให้งานของทั้งสามคนเบาลงไม่น้อย
ลู่หยางสังเกตเห็นว่าหม่านกู่ดูไม่ค่อยมีความสุข จึงใช้จิตถามระหว่างเสิร์ฟอาหารให้ลูกค้า “เกิดอะไรขึ้นหรือ