“อ้อใช่ หัวหน้าสาขา คราวที่แล้วท่านกินแล้วไม่จ่ายเงิน ท่านจะติดค้างไว้หรือจะจ่ายตอนนี้?” หม่านกู่ถามก่อนจากไป
ลู่หยางรีบห้ามหม่านกู่ “หุบปาก พวกเราเป็นผู้บำเพ็ญฝ่ายมาร กินแล้วไม่จ่ายเป็นเรื่องถูกต้องตามครรลองธรรม หรือหัวหน้าสาขาจะเป็นคนดีที่กินแล้วจ่ายเงินรึ!”
เมิ่งจิ่งโจวเสริม “นั่นสิ ก่อนหน้านี้หัวหน้าสาขาบอกว่าท่านเลี้ยง ไม่ได้บอกว่าท่านจ่าย เจ้าแยกความต่างแค่นี้ยังไม่ออก!”
หัวหน้าสาขาชู: “…”
ต้องยอมรับว่าในเรื่องการแกล้งคน เขาสู้สามคนนี้ไม่ได้
เขากัดฟันกลั้นความอยากฆ่าคนไว้ โยนทองก้อนหนึ่งให้หม่านกู่ “ไม่ต้องทอน พวกเจ้าสามคนรีบไปให้พ้น!”
หม่านกู่งุนงง เขาแค่ทวงเงินตามปกติ ทำไมน้ำเสียงของพี่ลู่กับพี่เมิ่งดูแปลกๆ เหมือนช่วยเขาพูด แต่ก็เหมือนช่วยหัวหน้าสาขาพูด
เมื่อทั้งสามคนจากมา ก็เป็นเวลาดึกแล้ว ลู่หยางมองดาวระยิบระยับบนท้องฟ้า อุทานออกมา
“ใครจะคิดว่าดาวบนฟ้าล้วนเป็นของปลอม ไม่น่าเชื่อ ไม่น่าเชื่อจริงๆ”
เมิ่งจิ่งโจวเกาศีรษะ “ก็ไม่มีอะไรไม่น่าเชื่อนี่ ตั้งแต่เด็กปู่ของข้าก็บอกข้า อยากได้อะไรก็จะให้อย่างนั้น แม้แต่ดาวบนฟ้าท่านก็เก็บลงมาได้ ตอนเจ็ดแปดขวบ ข้าก็ชี้ดาวดวงหนึ่งบอกว่าอยากได้ดวงนั้น”
“ปู่ของข้าก็บินขึ้นไปในจักรวาล ตอนกลับมาเอาจุดแสงขนาดเท่าเล็บมือวางลงบนมือข้า บอกว่านี่คือดาว พอดีบนท้องฟ้าก็หายไปดวงหนึ่ง”
“ข้าทำท่าให้ปู่ดู บอกว่าดาวต้องใหญ่มากๆ ใหญ่กว่าลานบ้านเราเสียอีก