ไม่ใช่เล็กขนาดนี้ ปู่ก็ยิ้มลึกลับ บอกว่าดาวก็เล็กขนาดนี้แหละ”
“แล้วต่อมาล่ะ?” ลู่หยางถามอย่างสนใจ
“ต่อมาเหรอ? ต่อมาคนจากกรมอาญาก็มา ดูเหมือนเป็นขุนนางใหญ่ บอกว่าปู่ของข้าขโมยทรัพยากรธรรมชาติ ให้ท่านเอาดาวคืนไป ปู่ของข้าก็คืนจุดแสงไป ตอนกลางคืนช่องว่างบนฟ้าก็มีดาวปรากฏขึ้นมาอีก”
“ตอนนั้นข้ารู้สึกว่ามีอะไรไม่ถูกต้อง แต่คิดไม่ออกว่าเป็นอะไร เวลาผ่านไปก็ลืม พอวันนี้ได้ฟังถึงรู้ว่าที่ข้าเคยกำไว้ในมือคือดาวจริงๆ”
“สมแล้วที่เป็นคนตระกูลเมิ่ง ประสบการณ์ชีวิตตั้งแต่เด็กก็ต่างจากพวกเรา” ลู่หยางส่ายหน้า นึกถึงตอนเด็กตัวเองทำอะไรอยู่
นึกออกแล้ว ตอนเด็กเขานึกถึงประสบการณ์ก่อนข้ามมิติ ท่องบทกวีอะไรพวกนั้น เช่น “หอสูงร้อยฉื่อเสียดฟ้า มือสามารถเด็ดดาวได้ ไม่กล้าส่งเสียงดัง กลัวรบกวนผู้คนบนสวรรค์”
ตอนเด็กเขาได้แต่เด็ดดาวในบทกวี แต่เมิ่งจิ่งโจวเด็ดดาวได้จริงๆ นี่แหละความแตกต่าง
เมื่อเร็วๆ นี้ลู่หยางคิดจะเขียนนิยายหาเงิน เช่นเรื่องโลกล่องลอยอะไรทำนองนั้น แต่ถ้าวางในโลกนี้ คงไม่ใช่เครื่องยนต์ดาวเคราะห์ดันโลก แต่เป็นผู้บำเพ็ญผู้ทรงพลังดันโลกแทน
ทั้งสามคนไม่ได้คิดเรื่องดาวเคราะห์และดินแดนอีก เรื่องพวกนี้ไกลตัวพวกเขาเกินไป ด้วยวรยุทธ์ของพวกเขา อย่าว่าแต่เคลื่อนดาวเคราะห์เลย แค่ยกหินก้อนใหญ่ก็เหนื่อยแล้ว
“พักผ่อนกันเถอะ พรุ่งนี้พวกเราไปเยี่ยมพี่น้องร่วมลัทธิที่ถูกขังในคุก”
ทั้งสามคนหาว เมื่อถึงขั้นสร้างฐา