ป็นเพราะเจ้าทำอะไรตอนกลางคืน นอนไม่พอแน่ๆ ดูข้าสิ ไม่ง่วงเลย”
พี่โจวเบ้ปาก “เจ้าเป็นผู้บำเพ็ญ ไม่เหมือนข้า”
ผู้คุมกะกลางคืนโบกมือไม่เห็นด้วย “ข้าแค่ขั้นฝึกลมปราณขั้นหนึ่ง ชาตินี้จะเลื่อนขั้นสองได้หรือไม่ยังไม่รู้เลย จะนับว่าเป็นผู้บำเพ็ญได้อย่างไร”
กฎของคุก ผู้คุมกะกลางวันเป็นคนธรรมดา ผู้คุมกะกลางคืนเป็นผู้บำเพ็ญขั้นฝึกลมปราณขั้นหนึ่ง ผู้บำเพ็ญขั้นฝึกลมปราณขั้นหนึ่งสามารถไม่ง่วงในเวลากลางคืน ไม่เผลอเหม่อ
ผู้บำเพ็ญไม่อยากถูกค่ายกลห้ามพลังกดทับ ต้องเป็นเหมือนคนธรรมดา แต่มีแค่ผู้คุมขั้นฝึกลมปราณขั้นหนึ่งเฝ้าคุกย่อมไม่พอ จึงจัดยามลับไว้นอกคุกด้วย ให้ผู้บำเพ็ญเป็นผู้เฝ้า
หลังผลัดเวรแล้ว ลู่หยางนำใบอนุญาตไปหาพี่โจว
พี่โจวมองลู่หยางแวบหนึ่ง ตรวจค้นตัว พบว่านอกจากปิ่นโตใบหนึ่ง เขาไม่ได้พกอะไรมา จึงปล่อยให้เข้าไป
ฉื่อสวี่หลงในฐานะผู้บำเพ็ญฝ่ายมารอิสระที่สร้างชื่อในมณฑลใกล้เคียง คิดว่าหลังจากเข้าร่วมลัทธิมารแล้วจะต้องได้แสดงความสามารถ ยึดครองดินแดน เป็นเจ้าถิ่นในท้องที่
แม้ตอนนี้ตกอยู่ในคุก ก็ไม่อาจเปลี่ยนเป้าหมายของเขาได้
เมื่ออยู่ในคุก ก็ต้องเป็นเจ้าพ่อคุกก่อน!
อุปสรรคแรกที่ขวางหน้าเขาคือไม่สามารถข่มขู่คนอื่นได้
เขาถูกขังในคุกที่แม้แต่ผู้บำเพ็ญขั้นสร้างฐานก็ทำลายไม่ได้ ในมือไม่มีอาวุธ คนในคุกข้างๆ ปากไม่ยอมหยุด ไม่ก็ด่า ไม่ก็เสียดสี ทำให้ฉื่อสวี่หลงคันฟัน
ตอนนี้เฉินจิ้นอี้เพื่อนในคุกคิดวิธ