้าไม่ได้ออกจากบ้านเกือบเดือนแล้ว จะเล่าเรื่องในยุทธภพให้ฟังได้หรือไม่?”
“พวกเรามาจากสำนักเวิ่นเต๋า หนึ่งในห้าสำนักใหญ่ ล้วนอยู่ขั้นสร้างฐาน พวกเรามาตำบลไท่ผิงครั้งนี้เพราะได้ยินว่ามีนกปีศาจรบกวนผู้คน…”
ลู่หยางเล่าไปเรื่อยๆ อย่างใจเย็น เสียงของเขานุ่มนวล เป็นนักเล่าเรื่องที่ดี
ซังเหยียนได้ยินว่าทั้งสองอยู่ขั้นสร้างฐาน ดวงตาวาบแววยินดี
สามคนคุยกันไปสักพัก ซังเหยียนถูกชีวิตผู้บำเพ็ญที่ลู่หยางบรรยายดึงดูด ทั้งเหาะเหินเดินอากาศ ก็อยากออกไปผจญภัยบ้าง ได้เห็นโลกกว้างใหญ่
“ข้าอยากบำเพ็ญเซียน แต่บิดาข้าไม่เห็นด้วย เขาบอกว่าการบำเพ็ญอันตรายเกินไป ถ้าเขาโชคไม่ดีตอนสำรวจสุสานโบราณ คงตายในสุสานไปแล้ว”
“ข้าถามเขาหลายครั้งว่าเกิดอะไรขึ้น เขาก็ไม่ยอมเล่าให้ข้าฟัง” ซังเหยียนพูดอย่างขุ่นเคือง นางชอบฟังเรื่องแปลกประหลาด แต่บิดาที่มีประสบการณ์ตรงกลับไม่ยอมเล่าให้ฟัง
ลู่หยางรู้สึกในใจ ดูท่าหัวหน้าตระกูลซังก็เป็นคนที่มีเรื่องราวน่าสนใจ
“หัวหน้าตระกูลซังมีวิชาระดับใด?”
ซังเหยียนราวกับนึกถึงท่าทางโอ้อวดของบิดา กลอกตา “ฟังเขาคุยโวเอง แต่ก่อนอยู่ขั้นฝึกลมปราณชั้นเก้า ต่อมาเจอภัยพิบัติ รอดมาได้อย่างหวุดหวิด วิชาตกต่ำลงมาก อยู่ขั้นฝึกลมปราณชั้นสี่หรือห้า”
เถาเหยาเย่พูด “ก็ยังดี ตำบลไท่ผิงมีผู้บำเพ็ญไม่มาก แม้แต่ผู้ใหญ่บ้านที่แข็งแกร่งที่สุดก็แค่ขั้นฝึกลมปราณชั้นเจ็ด ขั้นสี่ห้าก็อยู่ได้สบาย ยิ่งหัวหน้าตระกูลซั