โอ่งน้ำใบนี้หนักอย่างต่ำสองร้อยชั่ง! แม้ลู่หยางจะชอบเล่นในภูเขามาตั้งแต่เด็ก ทั้งปีนต้นไม้ ลงน้ำ ยิงนก จับปลา แต่ก็ยกโอ่งหนักขนาดนี้ไม่ขึ้น
อวี้จือวาดอาคมบนโอ่งหนึ่งลาย น้ำหนักโอ่งลดลงทันที พอดีกับที่ลู่หยางจะยกด้วยมือเดียวได้
นางหยิบหุ่นกลออกมาตัวหนึ่ง ให้คอยควบคุมลู่หยาง
“ลองยกหนึ่งวันดูผล”
อวี้จือทิ้งประโยคเรียบๆ หายไปกับเมฆ ลู่หยางสบตากับหุ่นกล ถอนหายใจ เอาเสื้อมัดเอว เริ่มชีวิตยกโอ่งอันแสนลำเค็ญ
หุ่นกลคอยควบคุมอยู่ข้างๆ ลู่หยางพักครู่เดียวก็ให้ยกโอ่งต่อ บีบคั้นพลังทุกหยดหยาด
แขนหมดแรงแล้ว หุ่นกลก็ป้อนยาบำรุงสองเม็ด แขนเจ็บจนขยับไม่ได้ หุ่นกลก็ป้อนยาบำรุงสองเม็ด ลู่หยางง่วงจนจะหลับ หุ่นกลก็ป้อนยาบำรุงสองเม็ด…
หนึ่งวันผ่านไป ขาลู่หยางสั่น แขนห้อย แทบไม่รู้สึกว่าแขนยังอยู่ ร่างกายเอียงซ้าย แขนซ้ายก็แกว่งเหมือนลูกตุ้ม ร่างกายเอียงขวา แขนขวาก็แกว่ง แล้วก็ล้มพับลงกับพื้น
หุ่นกลป้อนยาบำรุงสองเม็ดตามปกติ เห็นลู่หยางไม่มีปฏิกิริยา จึงจำต้องยุติการฝึกวันนี้ หาเกวียนเล็กๆ มาคันหนึ่ง ใช้เกวียนเข็นลู่หยางกลับไป พร้อมเอาเสื่อหญ้ามาห่มให้
ได้กลิ่นอาหารหอม ร่างกายลู่หยางตอบสนองด้วยการน้ำลายไหล สติค่อยๆ กลับคืนมา
ในที่สุดก็ได้กินข้าว ลู่หยางโล่งอก หากไม่ได้กินข้าว เขาคงคิดว่าตนไม่ได้เข้าสำนักเซียน แต่ทำความผิดร้ายแรง ถูกขังในคุกน้ำและทรมาน
เป็นศิษย์เจ้าสำนัก เรื่องอาหารไม่ต้องกังวล ไม่ต้องกินย