ษย์ของผู้ทรงพลังขั้นข้ามพิบัติที่อาจเป็นเจ้าสำนัก ลู่หยางก็ตื่นเต้นดีใจ ลุกขึ้นรินน้ำดื่ม อาศัยการดื่มน้ำข่มความตื่นเต้น แล้วนั่งลงที่เดิมอ่านต่อ
“ผู้บำเพ็ญฝ่ายมารกระหายเลือดดั่งชีวิต ใช้ชีวิตสิ่งมีชีวิตเพิ่มพูนวิชาตน อันตรายยิ่งกว่าปีศาจ ผู้บำเพ็ญฝ่ายมารเป็นผู้บำเพ็ญที่ขึ้นหน้าไม่ได้ ซ่อนตัวในมุมมืด ภายใต้การปราบปรามของราชวงศ์ต้าเซี่ยและห้าสำนักใหญ่ สำนักฝ่ายมารกล้าเคลื่อนไหวแต่ในที่ลับ ไม่กล้าปรากฏตัว”
นอกจากผู้บำเพ็ญฝ่ายมาร หนังสือยังกล่าวถึงสิ่งที่เรียกว่าปีศาจมาร พูดถึงอย่างคลุมเครือ บอกว่าปีศาจมารเกิดมาไร้ความรู้สึก เป็นเงามืดของมนุษย์ ไม่อาจตัดสินด้วยเหตุผล เห็นแล้วให้หลีกเลี่ยง ลึกลับมาก ลู่หยางก็ไม่เข้าใจว่าปีศาจมารคืออะไร
“คนธรรมดาใช้ทองเงินทองแดงเป็นเงินตรา ผู้บำเพ็ญใช้หินวิเศษชั้นบน กลาง ต่ำเป็นเงินตรา”
จากนั้นลู่หยางก็เริ่มเรียนรู้ความรู้พื้นฐานของวงการบำเพ็ญ เช่น มาตรฐานการแบ่งระดับขั้น ศิลปะการบำเพ็ญร้อยแขนงมีอะไรบ้าง ประเภทของสัตว์ปีศาจ ระดับชั้นของวิชา ประวัติศาสตร์ของดินแดนกลาง และอื่นๆ…
ความรู้ที่ลู่หยางได้ยินมาจากคนเล่านิทานในโรงน้ำชายังไม่เพียงพอที่จะทำให้เขายืนหยัดในวงการบำเพ็ญได้
ลู่หยางอ่านความรู้ลึกลับเหล่านั้นทีละบรรทัด จมดิ่งในห้วงความรู้ จนกระทั่งพลบค่ำ รู้สึกถึงความหิวในท้อง จึงนึกขึ้นได้ว่าตนไม่ได้กินข้าวมาทั้งวันแล้ว
ตอนนี้ที่ทางเข้าหอคัมภีร์เปลี่ยนจา