วามทุกข์ร้อน!”
ทันใดนั้นเอง เขาและลั่วซืออวี่ก็เริ่มบรรยายสิ่งที่ประสบพบเจอ
ฉินม่านอวิ๋นจิตใจจดจ่อตั้งใจฟัง บ้างก็ครุ่นคิดทบทวน นึกถึงคำชี้แนะของอาจารย์จนนางถึงขั้นหยิบพู่กันออกมา ขีดเขียนจุดสำคัญลงไป
ชั่วขณะนั้น นัยน์ตาของฉินม่านอวิ๋นก็พราวประกายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ก่อนจะพูดอย่างตื่นเต้น “เล่าสิ่งที่คุณชายหลี่พูดให้ข้าฟังอีกรอบ บสิ!”
ลั่วซืออวี่ชะงักงันไป เลียนเสียงของหลี่เนี่ยนฝาน “ข้าวน่ะไม่มีหรอก ท่านก็รู้ว่าช่วงนี้ไม่สงบสุขนัก ข้าไม่ได้ออกไปข้างนอก อาหารการกินหลาย วันมานี้ออกจะแร้นแค้นอยู่บ้าง”
“เข้าใจแล้ว ข้าเข้าใจแล้ว!” ฉินม่านอวิ๋นตื่นเต้นสุดขีด
ลั่วซืออวี่และจักรพรรดิลั่วรีบชะโงกเข้าไป เอ่ยถามอย่างคาดหวัง “เจ้าเข้าใจอะไรหรือ”
ฉินม่านอวิ๋นขีดแบ่งคำพูดออกเป็นสองส่วน “พวกท่านดูสิ ประโยคนี้ที่จริงแล้วมีคำใบ้แฝงอยู่สองคำ คำแรก
คุณชายหลี่บอกว่าช่วงนี้ไม่สงบสุขนัก ทำให้เขาไม่ได้ออกไปข้างนอก ส่วนประโยคที่สองก็คืออาหารการกินของเขาออกจะแร้นแค้นอยู่บ้าง!”
“เป็นอย่างนี้เอง เป็นอย่างนี้เอง!”