องตนเองอย่างไรกัน อีกทั้งตนจะไปขออะไรได้เล่า ทรัพย์สินของปรมาจารย์ขอได้ง่ายถึงเพียงนั้นเชียวหรือ
ความสมดุลของเรื่องนี้เข้าใจได้ยากเหลือเกิน!
หากตอบไปแล้วไม่ถูกใจ ทำให้ปรมาจารย์ขุ่นเคือง เช่นนั้นตนเองก็ชะตาขาดน่ะสิ!
ในเวลาสั้นๆ เพียงไม่กี่วินาที เขากลับรู้สึกว่ายาวนานนับศตวรรษจนเม็ดเหงื่อเย็นเฉียบผุดขึ้นบนหน้าผาก
สมแล้วที่เป็นปรมาจารย์ น่ากลัวเหลือเกิน แค่เพียงประโยคเดียวก็แฝงไปด้วยความหมายลึกซึ้งมากอนันต์ เขาบำเพ็ญเพียรมานับพันปี ยังไม่รู้เลยว่าควรตอบว่าอย่างไร
ท้ายสุดแล้ว เขาก็ทำได้เพียงกัดฟันพูดออกไป “ขะ…ข้าอยากให้คุณชายหลี่ชี้…ชี้แนะสักหน่อย”
หลี่เนี่ยนฝานส่ายหน้า ผู้เฒ่าคนนี้พูดจากำกวมและเหินห่างเหลือเกิน
นี่คงเป็นข้อเสียของผู้มีอารยะละมั้ง
“ท่านอยากให้ข้าช่วยชี้แนะเรื่องการดีดฉินหรือ” หลี่เนี่ยนฝานถามไปตามตรง
ตั้งแต่เดินเข้ามาในเรือน เขาก็สังเกตเห็นว่าเหยาเมิ่งจีจับจ้องไปยังฉินโบราณของตน ยามที่สนทนากัน สายตาก็ลอบมองไปยังฉินโบราณอยู่บ่อยครั้ง
ท่าทางระแวดระวังเช่นนี้ ต่อให้เป็นคนโง่เขลาก็ยังมองออกว่าเขาสนอกสนใจฉินโบราณตัวนี้เป็นพิเศษ เป็นไปได้มากว่าจะเป็นผู้ที่รักในศิลปะการดีดฉิ