ท่าทางสงบนิ่งของปู้ฟ่างทำให้ทุกคนในห้องล้วนประหลาดใจ อาเฉินหรี่ตา กล้ามเนื้อบนหน้าไหวกระตุก
ท่าทางไม่รู้ร้อนรู้หนาวของชายตรงหน้าทำให้เขารู้สึกขุ่นเคืองใจ ทำหน้าเช่นนี้แปลว่าอะไรกัน ดูแคลนเหล่าผู้คุ้มกันของหอวสันต์สุคนธ์รึ พวกคนที่กล้าเข้ามาหาเรื่องกันถึงที่นี่ต่างก็กลัวหัวหดเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเขา นี่เป็นครั้งแรกที่ชายร่างหนาได้เผชิญหน้ากับมนุษย์หน้าตาย
ปู้ฟางดื่มชาเสร็จก็พ่นลมหายใจออกมาเบาๆ สายตาจ้องไปที่อาเฉินอย่างเย็นชา ก่อนจะมองสำรวจเหล่าฝูงชนที่ออกันอยู่ในห้อง แล้วลุกขึ้นยืนช้าๆ
“ใครบอกให้เจ้ายืน นั่งลง!” เมื่อเห็นปู้ฟางกล้าลุกขึ้นมา ใบหน้าของอาเฉินก็มืดมนลงกว่าเดิม เขาหมุนท่อนฟืนติดไฟไปมาก่อนขว้างใส่ไหล่ของปู้ฟาง พยายามทำให้อีกฝ่ายนั่งลงตามเดิม
ปู้ฟางยกมือขึ้นช้าๆ พลางฉวยท่อนฟืนที่อาเฉินขว้างเอาไว้ สีหน้ายังสงบนิ่งไม่เปลี่ยนแปลง
ตอนนี้พลังปราณของปู้ฟางอยู่ที่ระดับหกขั้นจักรพรรดิยุทธการ แต่ในความเป็นจริงพลังการต่อสู้ของเขาไม่ได้แข็งแกร่งนัก เทียบได้กับขั้นราชันยุทธการห่วยๆ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับขั้นจักรพรรดิยุทธการทั่วไป ทว่าอาเฉินที่แม้จะมีสีหน้าท่าทางดุร้าย แต่พลังปราณกลับอยู่เพียงระดับสี่ขั้นจิตยุทธการเท่านั้น
ระดับสี่ขั้นจิตยุทธการ… ปู้ฟางไม่ได้รู้สึกเกรงกลัวแม้แต่น้อย
ปู้ฟางยืดตัวยืนตรงอย่างองอาจ ฟืนติดไฟทำอะไรเขาไม่ได้แม้แต่น้อย ชายหนุ่มเหวี่ยงฟืนใส่อีกฝ่าย ทำเอาอาเฉินลง