อเป็นบุญวาสนามากแล้ว
ไม่มีอะไรที่จะมาหยุดความปรารถนาที่ผู้บำเพ็ญพรตมีต่อธรรมวิถีได้
นักพรตจิ่งหยางก็คือมหามรรคาที่จะนำไปสู่ธรรมวิถี
“สหายทุกท่านนั่งกันไปก่อน ข้ากลับเรือนจิ่งหยวนก่อนล่ะ”
สมณะรูปหนึ่งจากสำนักเต๋าตงอี้วางตะเกียบในมือลง ก่อนจะพนมมือสิบนิ้วคารวะผู้บำเพ้ญพรตที่อยู่รอบๆ จากนั้นเดินออกไป
งานฉลองรับตำแหน่งเจ้าสำนักชิงซานก็จบลงไปนานแล้ว สำนักชิงซานมิได้สนใจผู้บำเพ็ญพรตที่อยู่ในเมืองอวิ๋นจี๋เหล่านี้เลย ภายในหมอกเองก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ แต่เหล่าผู้บำเพ็ญพรตกลับไม่มีทีท่าว่าจะจากไป สมณะจากสำนักเต๋าตงอี้ผู้นี้นอกจากตอนที่กินข้าวแล้ว เวลาส่วนใหญ่ก็จะรออยู่ที่ด้านนอกหมอกแห่งนั้น ไม่มีทีท่าหงุดหงิดแม้แต่นิดเดียว
ผู้บำเพ็ญพรตเหมือนอย่างเขายังมีอีกมาก พวกเขาล้วนแต่คิดว่านักพรตจิ่งหยางน่าจะกำลังทดสอบความุ่งมั่นของตัวเองอยู่
ชายวัยกลางคนที่ดูเหมือนบัณฑิตผู้หนึ่งมองดูแผ่นหลังของสมณะที่เดินออกไปนอกเมืองรูปนี้พลางกล่าวเยาะเย้ยขึ้นมาเล็กน้อยว่า “ทุกวันมากินเนื้อดื่มสุรา…ได้ยินว่าพวกเขาแต่งงานได้ด้วย ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเหล่าไต้ซือของวัดกั่วเฉิงทนพวกพระนอกรีตเหล่านี้ได้อย่างไร ทำไมถึงไม่รีบไล่พว