ับสูงสุดอีกไกล ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องการบรรลุกลายเป็นเซียนเล ลย
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “หลังคนคนนั้นตายไป ใครเป็นเจ้าสำนักมันก็ไม่ได้ต่างกัน”
ฉานจึกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ถ้าหากไท่ผิงตายง่ายขนาดนั้น เขาคงจะตายไปตั้งแต่เมื่อหกร้อยปีก่อนแล้ว เมื่อสามร้อยปีก่อนก็คงจะตายไปแล้วเหมือนกัน เมื่อสามปีก่อนก็คงจะตายไปแ แล้วเหมือนกัน”
จิ๋งจิ่วไม่ได้พูดประเด็นนี้ต่อ เขากล่าวว่า “ช่วยข้าจับตาดูตระกูลไป๋เอาไว้ อย่าให้นางติดต่อกับโลกด้านนอก อย่างน้อยช่วงหลายวันนี้ก็ไม่ได้”
ฉานจึกล่าวว่า “เรื่องนี้ง่ายมาก”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “เจ้าสู้นางไม่ได้”
ตอนงานชุมนุมเหมยฮุ่ยช่วงฤดูใบไม้ผลิ ฉานจึเคยพูดประโยคนี้กับเยวี่ยเชียนเหมินต่อหน้านักพรตกว่างหยวน ดูผิวเผินแล้วเหมือนเป็นการดูแคลนสำนักจงโจว แต่ความจริงแล้วเป็นการเตือน นสำนักชิงซาน
ผ่านมาครึ่งปี ในที่สุดเขาก็เอาคำพูดประโยคนี้คืนให้แก่ฉานจึ
ฉานจึถอนใจ กล่าวว่า “ที่นี่คือวัดกั่วเฉิงนะ”
ในตอนบ่าย ในที่สุดข้อมูลอย่างละเอียดในตอนที่ปุโรหิตที่สิบสองตายก็ถูกส่งมายังริมทะเลตะวันออก ทุกคนถึงได้รู้ว่าคนที่ลงมือเมื่อวานนี้คือนักพรตกว่างหยวน
เมื่อถึงตอนพลบค่ำก็มีข่าวล่าสุดส่งมาอีกครั้ง