ในช่วงเวลาไม่กี่วันหลังจากนั้นก็มีคนอีกสองคนมาเยือนยังเรือนตระกูลเจ้า
พวกเขาก็เหมือนอย่างเรือนอี้เหมา ที่พอจะคาดเดาได้ว่าจิ๋งจิ่วจะต้องมีสิทธิ์ในการออกเสียงเรื่องการแต่งตั้งเจ้าสำนักอย่างแน่นอน หรืออย่างน้อยก็ต้องพอจะรู้เรื่องบ้าง
เนื่องจากฉานจึยังคงรู้สึกไม่พอใจ วัดกั่วเฉิงจึงตัดการติดต่อกับทางสำนักชิงซาน ดังนั้นคนที่มาจึงเป็นเจ้าอาวาสวัดจิ้งเจวี๋ย
จิ๋งจิ่วคิดว่านี่มันไม่ได้ต่างอะไรกับการถอดเสื้อตากฝน ทำอะไรโดยไม่จำเป็น มีใครไม่รู้บ้างว่าตั้งแต่เจ้าอาวาสวัดจิ้งเจวี๋ยไปจนถึงพระที่ทำหน้าที่จุดธูปเทียนไหว้พระก็ล้วนแต่ มาจากมั่วชิว?
เขาไม่รอให้เจ้าอาวาสเอ่ยปาก กล่าวออกไปตรงๆ ว่า “ไม่ใช่ฝูว่าง”
เจ้าอาวาสวัดจิ้งเจวี๋ยจากไปอย่างผิดหวัง
คนที่มาเป็นคนสุดท้ายคือทูตของนิกายเฟิงเตา ท่าทีที่เขามีต่อจิ๋งจิ่วมีความเคารพนอบน้อมเป็นอย่างมาก น่าจะได้รับการสั่งกำชับมาจากเทพดาบ
ดูเหมือนเฉาหยวนจะมองเห็นความจริงในกระบี่นั้นแล้ว
จิ๋งจิ่วครุ่นคิดเช่นนี้พลางกล่าวว่า “ไม่ใช่ฟางจิ่งเทียน”
ทูตของนิกายเฟิงเตาจากไปอย่างพึงพอใจ
ฤดูใบไม้ร่วงผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมืองเจาเกอเพิ่งจะเข้าสู่เดือนสิบสองก็มีหิมะตกลงมา
ฤดูหนาวมาถึงแล้ว ฤดูใบไม