ับความสูงที่ไม่เหมือนกัน มันก็จะสว่างแตกต่างกันออกไป อย่างเช่นแสงดาวเมื่ออยู่บนดาดฟ้าเรือกระบี่นั้นดูคล้ายหิมะ แต่เมื่ออยู่ยอดเขาบนโลกมน นุษย์กลับดูเหมือนน้ำ
น้ำทั้งใสทั้งอ่อนนุ่ม เมื่อรวมกันกลายเป็นทะเลสาบและมหาสมุทร มันก็จะเปิดกว้างยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างได้ นี่คือสิ่งที่คนจำนวนมากใช้นิยามนักพรตหลิ่วฉือ
แต่ท่าทีที่เขามีต่อถงเหยียนนั้นมิได้มีความเกี่ยวข้องกับความคิดของเขา หากแต่เป็นเพราะเขารู้สึกชื่นชมอีกฝ่ายในบางเรื่อง
หลิ่วฉือกล่าวว่า “ฟังดูแล้วคำวิจารณ์ที่เขามีต่อสือซุ่ยนั้นไม่เลวทีเดียว”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “ข้าเป็นคนเลี้ยงดูชี้แนะสือซุ่ย”
ความหมายของคำพูดประโยคนี้ก็คือย่อมต้องไม่เลว จะต้องไม่เลว
หลิ่วฉือลูบหนวดเบาๆ ดูค่อนข้างพึงพอใจ กล่าวถามว่า “ท่านรู้ได้อย่างไรว่าตระกูลหลิ่วคือลูกหลานของข้า?”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “ข้าห่วงใยศิษย์หลาน”
หลิ่วฉือกล่าวว่า “แต่ในตอนที่ท่านกลับชิงซาน ท่านกลับไปแจ้งยอดเขาซั่งเต๋อก่อน”
เมื่อหลายปีก่อน อาจารย์หลี่ว์ซึ่งเป็นศิษย์ชองยอดเขาซั่งเต๋อได้ทราบข่าวหนึ่ง จึงเดินทางไปยังหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง เพื่อจะไปรับเมล็ด