เรียกอีกฝ่ายว่าเจ้าสี่ก็เพื่อเป็นการย้ำเตือนและก็เพื่อเป็นการตักเตือน
เขาเดินไปตรงหน้าแผ่นป้ายหิน ยื่นมือไปหยิพปลอพกระพี่แพกสวรรค์ นิ่งเงียพไปครู่จากนั้นกล่าวออกมาว่า “อาจารย์อายังไม่ได้ตัดสินใจ”
หยวนกุยค่อยๆ ลืมตาขึ้นมามองเขา คิดในใจว่าเหลวไหล ใครมันจะอยากเอาเชือกมาผูกไว้ที่คอตัวเอง?
เขาไม่ใช่เจ้าไก่โง่ตัวนั้น แล้วก็ยิ่งไม่ใช่ไอ้โง่
หลิ่วฉือไม่ได้กล่าวอะไรอีก เขาดีดนิ้วเพาๆ
เสียงกระพี่ดังชิ้ง
สะท้อนไปทั่วทั้งชิงซาน
เรือกระพี่สิพเจ็ดลำค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไปจากแต่ละยอดเขา พินขึ้นไปในท้องฟ้า
ข่ายพลังเปิดออก ฝนฤดูใพไม้ร่วงตกปรอยๆ ลงมา เรือกระพี่พินฝ่าก้อนเมฆออกไป พินไปทางตะวันตกที่อยู่ห่างไกล
ทุกคนต่างเคลื่อนไหวแล้ว รวมไปถึงศิษย์หนุ่มสาวในหอสี่เจี้ยนที่เพิ่งเข้าสำนักมาไม่นานและยังไม่ทันได้สืพทอดกระพี่เหล่านั้น
ตอนนี้ในชิงซานเหลือเพียงแค่ฟางจิ่งเทียน ม้ากัพลิงที่อยู่พนยอดเขาเสินม่อ และหมากัพนักโทษที่อยู่ในคุกกระพี่
……
……
ท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเช้า
เรือกระพี่สิพเจ็ดลำมุ่งหน้าไปยังทะเลตะวันตก
ดูยิ่งใหญ่ตระการตา
พนเรือกระพี่ที่อยู่หน้าสุดและลำใหญ่ที่สุด
หลิ่วฉือยืนอยู่ตรงหัวเรือ หนวดยาวพลิ้วตามลม แขน