นนั้นคนของเรือนเหอเจียนมิอาจปล่อยให้ตำแหน่งฮ่องเต้หลุดมือไปได้เท่านั้นแหละ”
เมื่อได้ฟังคำพูดนี้ เหล่านักเรียนก็ครุ่นคิดอย่างละเอียด ก่อนจะพบว่าเป็นจริงดั่งว่า
“ไม่ว่าเจ้าจะยอมรับโจรเป็นพ่อ หรือยอมรับฮ่องเต้เป็นพ่อ ขอเพียงยอมรับแล้ว เช่นนั้นก็ต้องยอมรับ”
อวิ๋นซีดื่มชาลงไป ก่อนจะพบว่ามีนักเรียนคล้ายกำลังคิดจะเอ่ยปากพูดแย้งออกมา จึงยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “แต่แน่นอน คนเราเมื่อเติบโตขึ้น มุมมองที่มีต่อสรรพสิ่งก็ล้วนแต่มีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลง เจ้าจะคืนคำพูดก็ได้เช่นกัน ก็แค่สละราชบัลลังก์เท่านั้น จะกลับไปเป็นอ๋องอยู่ที่เรือนเหอเจียนก็มิได้ลำบากอะไร ปัญหาก็คือตัวเขาเองนั่นแหละก็ทำใจไม่ได้”
นักเรียนผู้นั้นทำสีหน้าเหมือนจะบอกว่าเป็นเช่นนี้นี่เอง จึงมิได้กล่าวอะไรออกมาอีก
“ตอนนั้นเรือนเหอเจียนทำใจไม่ได้ ตอนนี้เป็นตัวฮ่องเต้ที่ทำใจไม่ได้ นี่ก็ทิ้งไม่ได้ นั่นก็ตัดไม่ลง นั่นก็เพราะอยากจะได้ประโยชน์จากทั้งสองฝั่งอย่างไรล่ะ”
อวิ๋นซียิ้มพลางกล่าว “คนอย่างขันทีเหอจะปล่อยให้คนอื่นมาเอาเปรียบตนเองได้อย่างไร? พรุ่งนี้พวกเราออกเดินทาง”
ในเมื่อไม่มีทางอนุญาต แคว้นจ้าวก็จะต้องเจอกับสภาพที่อึดอัดน่าหวาดกลัวในอีกไม่ช้า บัณฑิตเป็นพวกไร้เรี่ยวแรง อยู่ให้ห่างจากเรื่องนี้หน่อยจะดีกว่า
รุ่งเช้าวันที่สอง อวิ๋นซีพาเหล่านักเรียนออกมาจากเมืองหลวงของแคว้นจ้าว เตรียมจะไปยังแคว้นฉู่เพื่อดูตำหนักที่ถูกเผาจนกลายเป็นซา