ตามหลักแล้ว ในเวลานี้หลิ่วสือซุ่ยควรจะหมุนตัวเดินจากไป หรือไม่ก็คิดหาวิธีติดต่อท่านเจ้าสำนัก
ไม่รู้เพราะเหตุใดเขาไม่ได้เดินจากไป แต่กลับเริ่มครุ่นคิดถึงคำถามของถงเหยียนอย่างจริงจัง
ใช้เวลาไม่นาน เขาก็ให้คำตอบของตัวเองออกมา “ข้าไม่มีความเห็นอะไรต่อคำพูดของคุณชาย”
ถงเหยียนกล่าวว่า “ก่อนที่จะกล่าวคำพูดประโยคนี้ในวันนี้ออกมา ไม่ว่าใครต่างก็คิดว่าจิ๋งจิ่วนั้นฝึกวิธีตัดขาดจากอารมณ์ หรือว่าเจ้าไม่กังวล?”
หลิ่วสือซุ่ยไม่เข้าใจ กล่าวถามว่า “กังวลอะไร?”
ถงเหยียนกล่าวว่า “วิถีไม่เหมือนกัน จะเดินไปด้วยกันอย่างไร?”
ในเวลานี้หลิ่วสือซุ่ยถึงได้เข้าใจความหมายของเขา จึงถอนหายใจออกมาพลางกล่าวว่า “ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางไหน ขอเพียงขึ้นไปบนเขาได้ก็พอ ไยต้องเดินไปด้วยกันให้ได้ด้วย?”
ถงเหยียนมองดูเขาอย่างเงียบๆ อยู่ครู่ จากนั้นพลันกล่าวขึ้นมาว่า “เจ้าต่างหากที่เป็นคนที่เฉลียวฉลาดอย่างแท้จริง”
หลิ่วสือซุ่ยกล่าวอธิบาย “เดิมข้าก็ไม่ได้โง่ เพียงแต่คุณชายฉลาดเกินไป ข้าถึงได้ดูค่อนข้างโง่”
ถงเหยียนเลิกคิ้วขึ้นมา กล่าวว่า “เจ้าคิดว่าใครจะเป็นผู้ชนะในงานชุมนุมแสวงมรรคาครั้งนี้?”
หลิ่วสือซุ่ยกล่าว “ยันต์เซียนย่อมต้องเป็นของคุณชาย”
ถงเหยียนคิดในใจว่าตนเองไม่น่าถามคำถามนี้ จากนั้นพลันถามขึ้นมาว่า “เจ้าไม่กังวลว่าข้าจะเปิดเผยตัวตนของเจ้าหรือ?”
ทั่วทั้งโลกบำเพ็ญพรตต่างคิดว่าหลิ่วสือซุ่ยถูกขังอยู่ในคุกกระบี่ หากให้คนอื่น