นเพราะพวกเขากังวลถึงกำลังที่แอบซ่อนอยู่ของแคว้นฉู่ หรือว่ากังวลว่าแคว้นจ้าวจะเข้ามาฉวยโอกาสในตอนที่พวกเขาบุกโจมตีแคว้นฉู่ ครั้งนี้ทหารม้าของแคว้นฉินที่ขึ้นชื่อเรื่องความดุร้ายป่าเถื่อนจึงดูระมัดระวังเป็นอย่างมาก ค่อยๆ คืบบุกเข้ามา และมักจะเป็นฝ่ายล่าถอยไปเองในตอนที่ถึงช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ ใช้เวลาอยู่สี่ปีเต็มถึงจะรุกคืบเข้ามาได้สามร้อยลี้
จิ๋งจิ่วไม่สนเรื่องราวภายนอก แต่ถ้าเขายังอยากจะบำเพ็ญเพียรอยู่ในวังหลวง เขาก็จำเป็นต้องสนใจเรื่องนี้
เขาได้อ่านรายงานสรุปสถานการณ์ทางการทหารที่ราชสำนักสงฆ์มาให้เขาดูเป็นระยะๆ จากในรายงานเหล่านั้นเขาได้ข้อสรุปที่น่าสนใจอย่างหนึ่ง นั่นคือกองทัพแคว้นฉินเหมือนจะรุกคืบเข้ามาด้วยจังหวะบางอย่าง และจังหวะที่ว่านั่นก็สามารถควบคุมระดับการโจมตีของแคว้นฉินเอาไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้พวกเขาคุมสถานการณ์บนสนามรบเอาไว้ได้
เห็นได้ชัดว่าผู้บัญชาการในระดับสูงของแคว้นฉินนั้นอยากจะได้แคว้นฉู่ในสภาพที่สมบูรณ์ มิใช่แคว้นฉู่ที่อยู่ในสภาพถูกโจมตีจนเละเทะ มีแต่ต้องทำแบบนี้พวกเขาถึงจะสามารถกลืนกินพลังของอาณาจักรและกองทัพของแคว้นฉู่ได้ในระยะเวลาสั้นๆหลังจากที่เอาชนะแคว้นฉู่ได้แล้ว และเป็นฝ่ายได้เปรียบในการทำศึกใหญ่กับแคว้นจ้าวในตอนสุดท้าย
ปัญหาอยู่ที่ว่าการจะทำให้ทหารม้าเหล็กนับหลายแสนนายทำตามจังหวะที่กำหนดเอาไว้นั้นมิใช่เรื่องที่คนธรรมดาจะสามารถทำได้ มันจำเป็นต้องใช้ควา