ือบมอง ยิ่งรู้สึกโกรธ นางกล่าวว่า “เจ้าคิดจะใส่ร้ายไอเจีย?”
“นี่เป็นเรื่องภายในตระกูลไทเฮา ไทเฮามิรู้เรื่อง ยิ่งไปกว่านั้นก็ไม่ใช่การใส่ร้ายด้วย”
เหอจานกล่าวว่า “ยึดครองที่นา บีบบังคับขุนนางในอำเภอจนตาย รังแกประชาชน เรื่องเหล่านี้ล้วนแต่เป็นเรื่องเล็ก แต่การสมคบคิดกับแคว้นฉีนั้นเป็นเรื่องใหญ่ หากประชาชนรู้ว่าในช่วงหลายปีมานี้ตระกูลของไทเฮาล้วนแต่ถูกพ่อค้าของแคว้นฉีเลี้ยงดูเอาไว้ พวกเขาจะมีปฏิกิริยาอย่างไร?”
เมื่อกล่าวจบประโยคนี้ เขาก็เดินออกไปจากตำหนัก กระทั่งม้วนเอกสารก็ได้ไม่ได้เอาไป
ไทเฮามองดูม้วนเอกสารเหล่านั้น นิ่งเงียบไปเป็นเวลาหนึ่งคืน ในที่สุดเช้าวันที่สอง ก็ทำการตัดสินใจออกมา นางเรียกขุนนางสนองพระราชโองการจำนวนหลายคนเข้าวัง พระราชโองการหลายฉบับถูกประกาศออกไป เหล่าขุนนางรับคำสั่ง ฝ่ายตรวจการถูกกวาดล้างอีกครั้ง คนที่ควรเข้าคุกก็ถูกจับไปเข้าคุก คนที่ควรถูกเนรเทศก็ถูกเนรเทศ สำนักปัญญาชนว่านซงถูกปิด โรงเรียนหลวงหยุดการเรียนการสอนชั่วคราวเพื่อสร้างลานหมิงถัง[3]
เรื่องเหล่านี้ล้วนแต่น่าหวาดกลัว แต่สิ่งที่น่าหวาดกลัวที่สุดย่อมต้องเป็นเสียงโบยที่อยู่ด้านนอกวัง
ขุนนางบางคนจิตใจเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว ขุนนางบางคนกระดูกแข็ง แต่ถึงอย่างนั้นก้นก็ยังเป็นเนื้ออ่อนๆ เมื่อถูกโบยไปสิบกว่าไม้ มีหรือที่เสื้อผ้าของพวกเขาจะไม่เปื้อนเลือด?
เรื่องราวค่อยๆ สงบลง ถึงแม้จะบอกว่าสายลับของหน่วยสืบสวนและจับก