ความจริงผู้แสวงมรรคาที่อยู่ในคันฉ่องฟ้ากระจ่างคือดวงจิตของพวกเขา จิ๋งจิ่วเองก็เช่นกัน
ไม่มีกายเนื้อ มีเพียงดวงจิต กระบี่เซียนแห่งยมโลกของเขาสามารถแสดงความเร็วที่เหนือจินตนาการออกมาได้ ถึงแม้จะเป็นยอดฝีมือขั้นจิตก่อรูปก็ไม่สามารถต่อกรได้
จิ๋งจิ่วมิได้ตอบคำถามมั่วกง หากแต่ฟื้นฟูปราณก่อกำเนิดอย่างเงียบๆ
มั่วกงเดินออกมาจากซากศาลาที่พังถล่ม มายังพื้นหิมะ รูเล็กๆ ที่อยู่บนร่างกายเปิดออกอีกครั้ง โลหิตพุ่งออกมาจำนวนนับไม่ถ้วน
เขาคล้ายมิได้รู้สึกอะไร เดินไปถึงตรงหน้าจิ๋งจิ่วก่อนจะหยุดฝีเท้าลง
เขารับรู้ได้ถึงพลังชีวิตที่กำลังหลั่งไหลออกไปและความลับสวรรค์ที่กำลังจางหายไป เมื่อคิดถึงคำพูดที่จิ๋งจิ่วพูดก่อนหน้าว่าหากมองย้อนกลับไป เขาก็อดรู้สึกผิดหวังขึ้นมาไม่ได้
ความรู้สึกผิดหวังนี้มิใช่เสียใจ เพราะเขาอยากทำทั้งสองเรื่อง เขาอยากจะมองเห็นภาพที่อยู่ในท้องฟ้านั้น แล้วก็คาดหวังให้อนาคตของเผ่าพันธุ์สวยงาม
เขาเพียงแต่รู้สึกเสียดายที่ทั้งสองเรื่องนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน ทำให้เขาจำเป็นต้องเลือก
สุดท้ายเขาก็มิได้ชักกระบี่ ได้แต่บอกว่าเขาพลาดโอกาสไป แต่แน่นอนว่าอาจจะเป็นเพราะเขายังคงมีความหวาดกลัวต่ออีกด้านหนึ่งของฟ้าดินอยู่ลึกๆ ด้วย
มั่วกงกล่าวกับจิ๋งจิ่วว่า “ที่น่าเสียดายก็คือพวกเรามักจะมีโอกาสเลือกแค่เพียงครั้งเดียว”
จิ๋งจิ่วกล่าว “ถูกต้อง นี่เป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างมาก”
มั่วกงไม่ได้พูดอะไรอีก หากแต่ค