ว่าจิ๋งจิ่วแห่งชิงซานเป็นคนปัญญาอ่อน”
จิ๋งจิ่วกล่าว “ที่ว่าปัญญาอ่อนนั้นหมายถึงพฤติกรรมที่โง่เขลา สำหรับพวกเขาแล้ว การตัดสินใจของข้าหรือก็คือเส้นทางที่ข้าเลือกนั้นผิด เช่นนั้นข้าก็เป็นคนปัญญาอ่อน”
ถงเหยียนกล่าวว่า “ข้าไม่คิดเช่นนี้ ถึงแม้จนถึงตอนนี้ข้าจะยังคิดไม่ออกว่าเส้นทางที่เจ้าเลือกคืออะไร”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “เจ้าคิดว่าข้าเป็นฝ่ายถูก ดังนั้นถึงได้คิดฆ่าข้า”
ถงเหยียนกล่าว “ข้าคิดมาตลอดว่าเจ้าต่างหากที่เป็นคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุดของศิษย์น้อง คนอื่นไม่มีอะไรน่ากลัว ดังนั้นมีแต่ต้องฆ่าเจ้า ข้าถึงจะวางใจได้”
ถงเหยียนกล่าวว่า “เจ้าคิดถูกแล้ว”
ถงเหยียนนิ่งเงียบไปครู่ ก่อนกล่าวว่า “หวังว่าเจ้าจะให้โอกาสข้าได้พิสูจน์ว่าข้าผิด”
……
……
ริมคันฉ่องฟ้ากระจ่าง เซี่ยงหว่านซูและเชวี่ยเหนียงทยอยตื่นขึ้นมา หลังมั่นใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น บนใบหน้าก็อดเผยความรู้สึกเสียดายขึ้นมาไม่ได้ จากนั้นจึงมองเห็นอีกฝ่าย
เชวี่ยเหนียงยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าวว่า “ขอบคุณ”
เซี่ยงหว่านซูกล่าว “ไม่ต้องเกรงใจ”
ไม่มีคำพูดที่มากกว่านี้ ทั้งสองคนหลับตา จากนั้นเริ่มทำความเข้าใจถึงการตระหนักรู้ที่จากดินแดนแห่งความฝัน
หลังจากนั้นสองวันพวกเขาลืมตาขึ้นมา สบตากันยิ้มๆ เซี่ยงหว่านซูเตรียมพูดอะไรบางอย่าง จู่ๆ พลันได้ยินเสียงบางอย่างดังมาแต่ไกล
ที่นี่คือส่วนลึกของหุบเขาหุยอิน ต่อให้เป็นผู้ที่ชมการประลองที่อยู่ใกล้ที่สุดก็ยังอยู่ห่างออก