ากหยก
เวลาที่เขาบำเพ็ญเพียร นางกำนัลและขันทีเหล่านั้นจะนึกว่าเขาหลับ พวกเขามักจะแอบมาจับแก้มหรือร่างกายส่วนอื่นของเขา
เกี่ยวกับเรื่องนี้ จิ๋งจิ่วเคยคิดอย่างจริงจัง สุดท้ายตัดสินใจที่จะทนต่อไป
เห็นได้ชัดว่าดินแดนแห่งความฝันในคันฉ่องฟ้ากระจ่างนั้นก็คือการลงมาเหยียบในโลกปุถุชน
พวกเขาซึ่งเป็นผู้แสวงมรรคาน่าจะต้องมีชีวิตอยู่ที่นี่อีกหลายปี เดิมการอดทนและทำความเข้าใจชีวิตในโลกปุถุชนมันก็เป็นส่วนหนึ่งของการรู้แจ้งอยู่แล้ว
จิ๋งจิ่วคิดมาตลอดว่าการลงมาเหยียบในโลกปุถุชนของวัดกั่วเฉิงเป็นเรื่องที่โง่เขลา แล้วเขาก็ไม่จำเป็นต้องรู้แจ้งอะไร ที่ต้องเลือกอดทนเอาไว้ ก็เป็นเพราะเขาไม่มีวิธีที่จะปฏิเสธ
ในวันเวลาหลังจากนั้นเขาก็บำเพ็ญเพียรอย่างตั้งใจอยู่ในวัง บางครั้งก็จะร้องไห้ขึ้นมาพอเป็นพิธี
หลังผ่านไปหนึ่งปี เขาคิดว่าเด็กทารกธรรมดาน่าจะสามารถเริ่มพูดได้แล้ว เขาจึงเอ่ยปากพูดออกมา ทำเอานางกำนัลและนางกำนัลอาวุโสที่คอยรับใช้เขาตกใจไปตามๆ กัน
ดูแล้วอาจเป็นเพราะเขาออกเสียงได้ชัดเจนเกินไป ยิ่งไปกว่านั้นคำที่เขาพูดออกมาเป็นคำแรกกลับมิใช่แม่หรือว่าพ่อ หรือว่าคำที่มีเสียงใกล้เคียง หากแต่เป็นคำว่า ‘ร้อน’
นางกำนัลและนางกำนัลอาวุโสฟังอยู่หลายครั้ง ก่อนจะมั่นใจว่าเขาพูดคำว่าร้อน ความหมายที่ต้องการจะบอกก็คือความหมายนี้
คนที่อยู่ในวังเป็นห่วงว่าองค์ชายจะเป็นหวัด จึงมักจะเอาผ้ามาพันตัวเขาไว้จนเป็นเหมือนขนมบ๊ะจ่าง ก