าพูดมันก็มีเหตุผล ในใจเกิดความรู้สึกพ่ายแพ้ จึงกล่าวว่า “ถือว่าเจ้าร้าย เข้าไปเถอะ”
จัวหรูซุ่ยค่อยๆ ก้าวเดินเข้าไปด้านหลังหอ
ชิงเอ๋อร์บินจากกระดานหมากล้อมขึ้นไปบนอากาศ เมื่อเห็นภาพนี้อารมณ์ก็ยิ่งรู้สึกไม่ดี ในใจครุ่นคิดว่าคนต่อไปตนเองจะต้องเล่นงานให้หนัก จะได้ระบายอารมณ์หงุดหงิดนี้ออกไป
จิ๋งจิ่วเดินเข้ามา
ชิงเอ๋อร์มองดูใบหน้าเขา พลันตกตะลึงจนลืมกระพือปีก ร่วงตกลงไปบนกระดานหมากล้อม
นางได้สติขึ้นมา ใบหน้าแดงเรื่อเล็กน้อย กล่าวถามเสียงเบาๆ ว่า “เจ้า…ชื่ออะไร?”
“จิ๋งจิ่ว”
“ช่างไพเราะยิ่งนัก”
จิ๋งจิ่วผ่านการทดสอบไปแบบนี้
ภายในหอฮือฮาขึ้นมา
ไป๋เจ่ายิ้มขึ้นมาอย่างเหนื่อยใจ ก้าวเดินออกไปข้างหน้า
……
……
ด้านหลังหอนั้นคือส่วนลึกของหน้าผาของหุบเขาหุยอิน ด้านบนมีโพรงหินอยู่โพรงหนึ่ง ดูคล้ายเพดานที่เปิดโล่ง
จิ๋งจิ่วไม่ชอบสถานที่นี้ แต่มิได้แสดงอะไรออกมา
แสงสว่างสาดลงมาจากโพรงหินนั้น สว่างสว่างพื้น
บนพื้นคือข่ายพลังสัมฤทธิ์ทรงกลมขนาดพื้นที่ประมาณห้าสิบจ้าง
หากมองข้ามรอยแตกและลวดลายที่อยู่ด้านบนไป จะมองว่ามันเป็นคันฉ่องบานใหญ่ก็ได้
คันฉ่องสัมฤทธิ์ขนาดใหญ่แผ่ไอพลังที่ยากจะบรรยายได้ออกมา ไอพลังที่ว่านี้เบาบางเสียยิ่งกว่าน้ำหอมที่กลิ่นเบาบางที่สุดไม่รู้กี่เท่า แต่ทุกคนกลับรับกลิ่นมันได้อย่างชัดเจน หรือพูดอีกอย่างก็คือรับรู้ได้ รู้สึกสดชื่นเป็นอย่างมาก เมื่อสูดดมเข้าไปครั้งหนึ่ง ร่างกายคล้ายว่าเบาขึ้น