็ดนั้นยังคงเป็นเรื่องที่ยุ่งยากอย่างมาก
ยิ่งไปกว่านั้นคู่ต่อสู้ของเขาก็คือดวงจิตของคันฉ่องฟ้ากระจ่าง
ชิงเอ๋อร์นั่งยองๆ อยู่บนกระดานจ้องมองดูการดีดครั้งสุดท้ายของถงเหยียน ก่อนจะลุกขึ้นมาอย่างเศร้าสร้อยแล้วกล่าวว่า “เอาล่ะ ถือว่าเจ้าชนะ”
ถงเหยียนชนะได้อย่างเฉียดฉิว กระทั่งเขาก็ยังรู้สึกได้ถึงความตื่นเต้นเล็กน้อยในตอนสุดท้าย เขามองเด็กหญิงตัวเล็กผู้นั้น ก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าไปด้านหลังหอ
จัวหรูซุ่ยรีบฉวยโอกาสนี้เดินมาด้านหน้ากระดาน ก่อนกล่าวทั้งๆ ที่หนังตาห้อยตกว่า “พวกเราก็มาเล่นดีดลูกแก้วกันเถอะ?”
ในเวลานี้ชิงเอ๋อร์กำลังรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย เมื่อเห็นท่าทางของเขาที่ดูเศร้าสร้อยเสียยิ่งกว่าตนก็อดรู้สึกสงสัยขึ้นมาไม่ได้ จึงถามว่า “ทำไมเจ้าถึงดูไม่มีชีวิตชีวาเลย?”
จัวหรูซุ่ยกล่าว “เมื่อคืนนอนไม่พอ”
ชิงเอ๋อร์คิดในใจ แค่เรื่องแบบนี้ยังวิตกกังวลถึงเพียงนี้ ดูแล้วคงจะไม่มีอนาคตอะไร จึงกล่าวว่า “เอาล่ะ คำถามของข้าคือ…”
จัวหรูซุ่ยกล่าวเสียงอ่อนแรงว่า “คำถามของท่าน ข้าก็ตอบไปแล้วมิใช่หรือ?”
ทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ
ชิงเอ๋อร์งุนงงไปครู่ก่อนจะเข้าใจความหมายของเขา บนใบหน้าเผยให้เห็นสีหน้าตกใจ กล่าวว่า “เจ้าหมายถึงที่ข้าถามเจ้าว่าทำไมไม่มีชีวิตชีวา?”
จัวหรูซุ่ยกล่าวว่า “ใช่น่ะสิ”
คนอื่นรู้สึกเหนื่อยใจขึ้นมา ในใจครุ่นคิดว่าหลายปีมานี้สำนักชิงซานเป็นอะไรไปกันหมด?
ชิงเอ๋อร์หมดคำพูด แต่กลับพบว่าที่เข