ม่ได้รวมไปถึงสำนักชิงซาน
ศิษย์ชิงซานอย่างกั้วหนานซาน กู้หาน เจี่ยนหรูอวิ๋นยืนอยู่ที่เดิม จัวหรูซุ่ยเดินเข้าไปทางด้านหน้าหุบเขา
เขาหนังตาตก สองมือกอดอก ดูคล้ายยังหลับไม่เต็มอิ่ม ร่างกายแผ่กระจายความเย็นชาออกมา ให้ความรู้สึกเหมือนมิอาจเข้าใกล้ได้
ตัวแทนของวัดกั่วเฉิงเป็นสมณะหนุ่มผู้หนึ่งที่มีฉายาทางธรรมว่าเฉ่าเซ่อ เนื่องเพราะผมกับหนวดเคราถูกโกนออกไปจนเกลี้ยง จึงมีแค่ไม่กี่คนที่จำได้ว่าเขาคือเหอจาน
สภาวะของเซ่อเซ่อไม่สูงพอ สำนักต้าเจ๋อไม่มีคนเข้าร่วม สำนักกระบี่ซีไห่เองก็ไม่มีใครมา นี่กลับยิ่งทำให้สำนักดูน่าขายหน้า
ผู้แสวงมรรคาที่สำนักคุนหลุนเลือกออกมาเป็นชายวัยกลางคนผู้หนึ่งที่โบกพัดไปมา แต่งตัวเป็นบัณฑิต ดูจากกิริยาท่าทางแล้วไม่มีความน่าสนใจ แต่กลับทำเหมือนตัวเองน่าสนใจ
ผู้แสวงมรรคาของเรือนอี้เหมาคือบัณฑิตหนุ่มผู้หนึ่ง สวมใส่เสื้อผ้าเรียบง่าย ในมือไม่มีพัด หากแต่มีหนังสืออยู่ม้วนหนึ่ง
เมื่อมองดูบัณฑิตหนุ่มผู้นี้ หลายๆ คนจึงคิดขึ้นมาได้ว่าเขาก็คือซีอี้อวิ๋น หนึ่งในผู้ที่มีสิทธิ์ชนะในงานชุมนุมแสวงมรรคาครั้งนี้
เขาเป็นศิษย์ของเจ้าแห่งเรือนอี้เหมาปู้ชิวเซียว ร่ำเรียนมายี่สิบปี ว่ากันว่าได้รับการยอมรับจากของวิเศษประจำเรือนอี้เหมาชิ้นหนึ่ง หรือว่าจะเป็นม้วนหนังสือที่อยู่ในมือเขา?
เชวี่ยเหนียงแห่งสำนักจิ้งจงเป็นผู้ชนะในงานชุมนุมเหมยฮุ่ยครั้งที่แล้ว จึงได้รับสิทธิ์เข้าร่วมงานชุมนุมได้เลย
แล