หุบเขาอิ๋งเซียนเงียบสงัด
ทุกคนมองดูจิ๋งจิ่วและเกี้ยวเล็กผ้าม่านเขียวหลังนั้น บนใบหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกตกตะลึงและไม่เข้าใจ คิดว่าเรื่องนี้ช่างเหลวไหลยิ่งนัก
หนานว่างถามคำถามที่ทุกคนอยากจะถามอย่างโมโหเล็กน้อย “เจ้าจะทำอะไรของเจ้า? ศิษย์ชิงซานจะไปลงประลองแทนสำนักอื่นได้อย่างไร?”
“ไม่อาจเป็นตัวแทนชิงซานได้ ข้าก็ได้แต่ต้องใช้วิธีอื่น”
น้ำเสียงของจิ๋งจิ่วเรียบเฉย เป็นเพียงการพูดธรรมดา ไม่ได้มีอารมณ์อื่นใด
แต่ความหมายของเขาชัดเจน เขาจะต้องเข้าร่วมงานชุมนุมแสวงมรรคาให้ได้
หนานว่างโมโห กล่าวตะคอกว่า “หรือเจ้าจะออกจากชิงซาน ไปเป็นแม่ชีอยู่ที่สำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ย!”
ทุกคนต่างมองจิ๋งจิ่ว รอคำตอบของเขา
สำหรับผู้บำเพ็ญพรตแล้ว การอยู่ภายใต้สำนักนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด การกระทำของจิ๋งจิ่วนั้นเป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดคิดถึง
แต่ที่คิดไม่ถึงยิ่งกว่านั้นก็คือสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยกลับตอบตกลง
“ในกฎของงานชุมนุมแสวงมรรคาไม่มีการห้ามเอาไว้ ข้าสามารถเป็นตัวแทนสำนักไหนเข้าร่วมประลองก็ได้ ไม่จำเป็นต้องออกจากชิงซาน”
สีหน้าของจิ๋งจิ่วยังคงเรียบเฉย เหมือนว่ามันเป็นเรื่องที่สมควรจะเป็นเช่นนั้น คล้ายว่าเรื่องที่ตนเองพูดกับคำว่าเหลวไหลนั้นไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกันเลย
ศิษย์หญิงของสำนักเสวียนหลิงลืมตาโต เผยให้เห็นสีหน้าเหลือเชื่อ ก่อนกล่าวว่า “คิดไม่ถึงว่าคุณชายจิ๋งจิ่วจะ…จะ…”
“เป็นคนที่หน้าด้านไร้ยางอายเช่น