พิ่มความแข็งแกร่ง แต่ในระหว่างนี้จะทำอย่างเอิกเกริกไม่ได้ แล้วก็ห้ามไปหาเรื่องสำนักใหญ่ทางฝ่ายธรรมะเหล่านั้นด้วย
หลักเหตุผลพูดมาแล้วล้วนแต่มีเหตุผล แต่ในทางปฏิบัติจริงมักจะเป็นไปไม่ได้
สีหน้าเกาหยาดูแย่อย่างมาก ขณะกำลังจะพูดแย้งต่อ เขาพลันรับรู้ได้ถึงอะไรบางอย่าง จึงหมุนตัวมองไปทางด้านนอกหุบเขา กล่าวว่า “มีคนแอบมองอยู่!”
ทันทีที่พูดจบ ภายในหุบเขาพลันมีลมพัดขึ้นมา
ลมนี้แห้งเป็นอย่างมาก คล้ายกับเปลวเพลิงที่ไร้รูปร่าง ลามเลียทุกสิ่งอย่าง
ไม่ว่าจะเป็นเกาหยาหรือว่าซูชีเกอที่นอนอยู่บนตั่งก็ล้วนแต่รู้สึกหายใจได้ไม่ค่อยสะดวก
ลำแสงที่เจิดจ้าปกคลุมทั่วทั้งหุบเขาเอาไว้ แต่แผ่นหลังของคนที่ยืนอยู่ริมหอผู้นั้นกลับไม่ถูกกลืนกิน ยิ่งไปกว่านั้นยังดูดำมืดยิ่งขึ้น
ธงสุริยันพุ่งขึ้นมาจากปราณเพลิงใต้ดิน ลุกโชนโหมกระหน่ำ กลายเป็นเปลวเพลิงจำนวนนับไม่ถ้วน กลืนกินสังหารควันสีดำสายหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบลี้
ภาพเหตุการณ์นี้ทำให้เกาหยาตกตะลึง ยากจะควบคุมตัวเองได้
เขามองเห็นอย่างชัดเจน ควันสีดำสายนั้นคือผู้บำเพ็ญพรตไร้สำนักชื่อดังผู้หนึ่งบนเขาเหลิ่งซาน
แม้นสภาวะของผู้บำเพ็ญพรตไร้สำนักผู้นั้นจะไม่เท่าตน แต่ก็แตกต่างกันไม่มาก ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าธงสุริยันก็ยังไม่อาจต้านทานได้ ตายลงไปอย่างเงียบๆ เช่นนี้!
เกาหยาและซูชีเกอสบตากัน ต่างฝ่ายต่างมองเห็นความรู้สึกไม่สบายใจในดวงตาของอีกฝ่าย มิได้โต้เถียงกันอีก
คนหนึ