มีแต่เสียงที่ทอดยาว
ไม่ไกลนัก ต้นสนไหวเอนส่งเสียงซ่าซ่า แสงอาทิตย์ยิ่งแดง
ปรมาจารย์สำนักเสวียนอินจ้องมองไปที่ขลุ่ยกระดูกแท่งนั้น สายตาซับซ้อนเป็นอย่างยิ่ง กระทั่งเสียงขลุ่ยดังขึ้นมา สายตาเขาค่อยๆ เฉยชา จากนั้นเขานั่งลงบนบันไดหิน มีรอยยิ้มปรากฏขึ้นมาบนใบหน้า
……
……
หลังออกมาจากวัดไท่ฉาง จิ๋งจิ่วก็กลับมายังเรือนตระกูลจิ๋ง เมื่อประตูเปิดออกก็เห็นเด็กหนุ่มผู้หนึ่ง
ตอนนี้ยังเช้า จิ๋งซางย่อมต้องยังทำงานอยู่ในวัดไท่ฉาง ฮูหยินจิ๋งกลับไปที่บ้านแม่เพื่อช่วยงาน บิดาของจิ๋งซางไปเดินเล่นอยู่บนถนน ภายในบ้านจึงเหลือเพียงจิ๋งหลีเพียงคนเดียว
จิ๋งหลีมองดูเขาอย่างงุนงง กล่าวถามว่า “ไม่ทราบว่าท่านมาหาใครขอรับ?”
จิ๋งจิ่วปลดหมวกลี่เม่าออก คลายพายุกระบี่ที่ปกคลุมใบหน้า
จิ๋งหลีมองเห็นใบหน้าของเขา ตกตะลึงขึ้นมาในทันที กล่าวว่า “ท่านอาเล็ก ท่านกลับมาแล้วหรือ?”
จิ๋งจิ่วครุ่นคิด กล่าวว่า “เจ้าชื่อ…จิ๋งหลี”
จิ๋งหลีพบว่าครั้งนี้ท่านอาเล็กจำชื่อของตนเองได้ จึงรู้สึกตกใจอีกครั้ง จากนั้นรู้สึกดีใจอย่างมาก พาเขาเข้ามาในบ้านอย่างยิ้มแย้ม
จิ๋งจิ่วเดินเข้าไปในเรือนตระกูลจิ๋ง ทอดตามองไปรอบๆ พบว่าไม่ได้เจอสามปี ตัวเรือนใหญ่ขึ้นกว่าเดิมสามเท่า แน่นอนว่าจิ๋งหลีเองก็โตขึ้นมาสามขวบ
พูดคุยกันสามสี่ประโยค จิ๋งจิ่วก็กลับมายังห้องของตนเอง พบว่าตัวหมากบนกระดานคล้ายว่าเคยถูกใครขยับ เขางุนงงเล็กน้อยจึงคิดขึ้นมาได้ เรือนตระกูลจิ๋งอ