กแตนที่แอบซ่อนอยู่ในพื้นหญ้าเหล่านั้นพากันแข็งตาย ไม่สามารถอดทนไปถึงหลังฤดูใบไม้ร่วงได้อีก
ร่างกายของต้วนเหลียนเถียนสั่นไหวเล็กน้อย รู้ว่าตนมิใช่คู่มือ จึงเก็บเจตน์กระบี่ พลางมองฉือเยี่ยนที่สีหน้าราบเรียบพร้อมกล่าวอย่างเจ็บแค้น “แหวกทะเลแล้วแน่นักหรือ?”
ฉือเยี่ยนไม่ได้ตอบคำถามเขา หากแต่ขี่กระบี่ออกไป
ต้วนเหลียนเถียนมองดูร่องรอยกองไฟพลางถอนใจออกมา ก่อนจะขี่กระบี่บินตามออกไป
ลำแสงกระบี่หายไปในท้องฟ้ายามค่ำคืน
พายุหิมะหยุดลง
……
……
ยอดเขาซั่งเต๋อไม่มีหิมะตก แต่กลับหนาวเย็นเป็นอย่างมาก
โดยเฉพาะภายในถ้ำหวงห้ามที่หนาวเย็นจนเสียดกระดูก หนาวเย็นยิ่งกว่าที่ราบหิมะ บนผนังหินมีเกล็ดน้ำค้างแข็งที่จับตัวมาเป็นหมื่นๆ ปี กลายเป็นดอกไม้รูปทรงต่างๆ
หยวนฉีจิงยืนอยู่ริมบ่อน้ำ ไม่รู้ว่ากำลังมองดูภาพทิวทัศน์ที่อยู่ก้นบ่อหรือเปล่า แม้นจะได้ยินเสียงฝีเท้าและเสียงคารวะก็มิได้เหลียวหน้ากลับมา
“ข้ามีอำนาจที่จะออกไปจากชิงซานเพื่อสืบคดี ข้าไม่เข้าใจว่าเหตุใดต้องมาห้ามข้าด้วย ทั้งยังบีบบังคับพาข้ากลับมา”
ต้วนเหลียนเถียนคล้ายดูขึงขังเต็มไปด้วยเหตุผล แต่ไม่ว่าใครต่างก็ฟังออกถึงความรู้สึกไม่สบายใจในน้ำเสียงของเขา
หยวนฉีจิงมิได้กล่าวกระไร
ฉือเยี่ยนกล่าวถาม “ใครให้เจ้าไปสืบคดีของจั่วอี้?”
ต้วนเหลียนเถียนกล่าว “นี่เดิมทีก็เป็นคดีที่ข้าสืบอยู่แล้ว เหตุใดข้าถึงจะสืบไม่ได้?”
ฉือเยี่ยนกล่าวถามว่า “เวลาสิบกว่าปีเจ้าไม่สืบ