นเจวี่ยนเหลียนเหรินมีชื่อว่าหลินหวงเหยียน หลังจั่วอี้ตายไป คนผู้นี้ก็หายไป หลายปีก่อนถูกพบว่าตายแล้วขอรับ”
หยวนฉีจิงกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ว่าต่อไป”
ต้วนเหลียนเถียนกล่าวอย่างลังเลว่า “ข้าเคยอ่านเอกสารของเจวี่ยนเหลียนเหรินในตอนนั้น พบว่าตอนนั้นหลินหวงเหยียนน่าจะกำลังสืบ…เจ้าแห่งยอดเขาเสินม่อ”
ฉือเยี่ยนขมวดคิ้วถาม “เหตุใดเจวี่ยนเหลียนเหรินถึงเอาเอกสารให้เจ้าดู?”
เจวี่ยนเหลียนเหรินขึ้นชื่อเรื่องการรักษความลับของข้อมูลได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ต้วนเหลียนเถียนมิใช่คนที่มีส่วนร่วมกับเรื่องราว ตามหลักแล้วไม่มีทางเข้าถึงเอกสารเหล่านั้นได้เด็ดขาด
ต้วนเหลียนเถียนกัดฟัน กล่าวว่า “ข้าอ้างนามกฎแห่งกระบี่”
ฉือเยี่ยนสีหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย ในขณะที่กำลังจะต่อว่า หยวนฉีจิงบอกให้เขาพูดต่อ
ต้วนเหลียนเถียนกล่าวว่า “ไม่มีใครรู้ว่าหลินหวงเหยียนกำลังสืบอะไร เพียงแต่รู้ว่าเขาได้เจอกับจั่วอี้ จากนั้นจั่วอี้ก็รีบกลับมายังสำนัก แล้วก็ถูกฆ่าตาย”
หยวนฉีจิงกล่าว “อย่างนั้นเจ้าเองก็อยากตายเหมือนกันหรือ?”
เจ้าอยากตายหรือ?
เวลาที่คำพูดติดปากของศิษย์ชิงซานประโยคนี้หลุดออกมาจากปาก ถ้าไม่ใช่การทอดถอนใจก็เป็นการเย้ยหยัน ความรู้สึกล้วนแต่รุนแรง
แต่ในตอนที่หยวนฉีจิงกล่าวประโยคนี้กลับดูเรียบเฉย คล้ายหิมะที่ตกลงมาอย่างไร้ซุ่มเสียง
ต้วนเหลียนเถียนรู้ว่านี่เป็นการตักเตือนตนเอง จึงรีบคุกเข่าสำนึกผิด
ความผิดข้อแรกคือเขาอ้างนามของ