องเขา พลางครุ่นคิดอย่างเฉยชา เสแสร้ง เสแสร้งเข้าไป
……
……
จิ๋งจิ่วเดินไปยังริมผา มองดูแต่ละยอดเขาที่อยู่ในทะเลหมอก ดูค่อนข้างโดดเดี่ยว
เจ้าล่าเยวี่ยเดินไปข้างกายเขา ความรู้สึกของภาพดูเปลี่ยนไป
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “ไม่มีใครชอบข้าเลย รู้สึกล้มเหลวจัง”
เขาหมายถึงไก่ปีศาจเยาจี
เจ้าล่าเยวี่ยนึกว่าเขาหมายถึงฟางจิ่งเทียน จึงกล่าวถามว่า “ในเมื่อเจ้าสำนักและกฎแห่งกระบี่ต่างรู้ว่าเขากำลังคิดอะไร เหตุใดจึงไม่ห้ามเขา?”
จิ๋งจิ่วกล่าวว่า “หลิ่วฉือกับหยวนฉีจิงยังคงรู้สึกผิดต่อคนผู้นั้นอยู่ สำหรับพวกเขาแล้ว การที่ฟางจิ่งเทียนจะทำอะไรเพื่อคนผู้นั้น เดิมก็ไม่ถือเป็นเรื่องที่ผิดอะไร”
เจ้าล่าเยวี่ยเข้าใจความหมายของเขา หากฟางจิ่งเทียนจะทำอะไรจริงๆ เจ้าสำนักและกฎแห่งกระบี่จะต้องลงมือแน่นอน แต่ถ้าหากเป็นแค่ความคิด ใครจะไปพูดอะไรได้ล่ะ?
ศิษย์คิดล้างแค้นให้อาจารย์ นี่เป็นเรื่องที่สมควรที่สุดบนโลกนี้แล้ว
“มีศิษย์นี่ดีจริงๆ”
จิ๋งจิ่วนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนจะพูดขึ้นมาอีกว่า “ข้าค่อนข้างโดดเดี่ยว”
ยากมากที่เขาแสดงอารมณ์ที่แท้จริงออกมา หรือพูดอีกอย่างก็คือยากมากที่เขาจะมีอารมณ์อะไรบางอย่าง
เจ้าล่าเยวี่ยมองเขาพลางกล่าวอย่างจริงจัง “ตอนนี้ก็มีพวกข้าอยู่มิใช่หรือ?”
จิ๋งจิ่วพบว่าเป็นจริงดั่งว่า ยอดเขาเสินม่อที่โดดเดี่ยวที่สุดในชิงซานยิ่งคึกคักขึ้นเรื่อยๆ เพราะวานรและคนในยอดเขามีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
เขายิ้มขึ้นมาอย่างพึ