าชิงหรง เอนกายพิงไปบนก้อนหินใหญ่ที่เรียบลื่นราวกระจก ด้านหลังเป็นต้นไม้ที่ออกดอกบานสะพรั่งต้นหนึ่ง
นางใช้นิ้วมือสองนิ้วคีบเหยือกสุราเอาไว้ สีหน้าเกียจคร้าน แสงดาวตกกระทบลงบนร่างกายที่อวบอิ่มและใบหน้าที่งดงาม ดูมีเสน่ห์ยิ่งนัก
นางเองก็มองไปทางยอดเขาเสินม่อ ในดวงตาไม่มีอารมณ์ใดๆ พลางกล่าวอย่างเฉยชาว่า “ไร้หัวจิตหัวใจเช่นนี้ ช่างเหมือนอาจารย์ของเขาผู้นั้นจริงๆ”
……
……
ยอดเขาเสินม่อนั้นโดดเดี่ยวจริงๆ ไม่ได้ต่างอะไรกับตอนที่นักพรตจิ่งหยางอยู่เลย
ไม่ว่าจะเป็นดอกไม้ที่เบ่งบานในฤดูใบไม้ผลิ ผลไม้ที่ออกผลในฤดูใบไม้ร่วง พายุฝนในฤดูร้อน หิมะที่ตกลงมาในฤดูหนาว ล้วนไม่ได้ทำให้ยอดเขาแห่งนี้เกิดความเปลี่ยนแปลงใดๆ แล้วก็คล้ายไม่ได้มีความสัมพันธ์ใดๆ กับคนที่อาศัยอยู่ที่นี่ด้วย
หากมีคนถามจิ๋งจิ่วและเจ้าล่าเยวี่ย พวกเขาน่าจะบอกว่าในเมื่อมีข่ายพลังชิงซาน เช่นนั้นเดิมทีมันก็ไม่ควรจะมีฤดูทั้งสี่ เหตุใดต้องวุ่นวายด้วย
ที่บอกว่าวุ่นวายนี้ย่อมหมายถึงยอดเขาชิงหรง
ทุกปีจะมีช่วงเวลาพิเศษสามสี่ครั้ง ยอดเขาชิงหรงจะขอให้ข่ายพลังชิงซานเปิดช่องเพื่อให้ลมฤดูใบไม้ผลิ ฝนฤดูร้อน อากาศในฤดูใบไม้ร่วง และหิมะฤดูหนาวเข้ามา
จิ๋งจิ่วยอมรับแค่เพียงหิมะฤดูหนาว
สำหรับเจ้าล่าเยวี่ยแล้ว นางชื่นชอบฝนฤดูใบไม้ผลิมากกว่า เพราะทำให้นางคิดถึงชายหลังคาวัดไท่ฉางภายในเมืองเจาเกอที่ดูคล้ายเขามังกรเมื่ออยู่ท่ามกลางฝนฤดูใบไม้ผลิ
และเรือนตระกู