จึงมิได้ห้ามปราม หากแต่รอคอยอยู่ริมธาร
สถานที่พูดคุยของไป๋เจ่าและหลิ่วสือซุ่ยคือห้องเรียนห้องหนึ่งในหอสี่เจี้ยน
เป็นห้องเรียนที่หลินอู๋จือให้พวกเขาใช้
เขามองดูเสี่ยวเหอที่เฝ้าอยู่หน้าประตู กล่าวยิ้มๆ ว่า “เจ้าเป็นจิ้งจอกสินะ?”
เสี่ยวเหอตกใจ นางไม่รู้ว่าหลินอู๋จือเป็นศิษย์ของเจ้าสำนักชิงซาน ในใจครุ่นคิดว่าแค่คนสอนหนังสือก็สามารถมองตัวตนของตัวเองออกแล้วหรือ สำนักชิงซานช่างล้ำลึกเหลือประมาณ จึงกล่ามถามอย่างไม่สบายใจว่า “สำนักชิงซาน…ไม่ชอบเผ่าพันธุ์ปีศาจหรือคะ?”
หลินอู๋จือยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าว “ข้าเป็นคนสอนหนังสือ สอนทุกคนไม่แบ่งชั้นวรรณะ ไม่สนใจเรื่องนี้ แต่ว่ามีบางคนที่สมองมีปัญหา อาจจะคิดไม่เหมือนกันได้”
เสี่ยวเหอกล่าวอย่างหวาดกลัว “เช่นนั้นจะทำอย่างไร?”
หลินอู๋จือกล่าวถาม “เจ้าเป็นอะไรกับศิษย์น้องหลิ่ว?”
เสี่ยวเหอลังเลเล็กน้อย ก่อนจะรวบรวมความกล้าแล้วกล่าวเสียงเบาๆ ว่า “นางบำเรอ?”
หลินอู๋จือกล่าวอย่างไม่ลังเล “ไม่ได้”
เสี่ยวเหอผิดหวัง ในใจครุ่นคิดว่าเมื่อครู่ท่านบอกว่าไม่สนใจเรื่องนี้มิใช่หรือ
หลินอู๋จือกล่าว “สำนักชิงซานเป็นสำนักฝ่ายธรรมะ ลูกศิษย์จะมีนางบำเรอได้อย่างไร?”
เสี่ยวเหอถึงได้รู้ว่าที่แท้เขาหมายความเช่นนี้ จึงลืมตาโต กล่าวถามด้วยสีหน้าไร้เดียงสา “เช่นนั้นข้าควรทำอย่างไร?”
หลินอู๋จืออุทานชื่นชม “สมกับเป็นนางจิ้งจอกจริงๆ…”
เสี่ยวเหอกล่าวอย่างน้อยใจ “ที่แท้อาจารย์เซียนเพีย