างจริงจังว่า “ศิษย์พี่ ช่วงนี้ท่านสบายดีไหม?”
กู้หานตอบกลับอย่างจริงจัง “สบายดี”
หลิ่วสือซุ่ยมองไปทางหม่าหวา ยิ้มพลางกล่าวว่า “ศิษย์พี่ท่านยังอ้วนเหมือนเดิมเลยนะ”
ครั้นได้ยินคำพูดนี้ ดวงตาของหม่าหวายิ้มจนเหมือนรอยแยกที่ถูกมีดเฉือนบนหมั่นโถว แต่ถ้าสามารถมองทะลุรอยแยกลงไปถึงดวงตาที่อยู่ด้านล่างได้ ก็จะพบว่ารอยยิ้มของเขานี้มีความฝืนอยู่เล็กน้อย
หลิ่วสือซุ่ยหมุนตัวกลับมากล่าวกับเจี้ยนหรูอวิ๋นว่า “คารวะศิษย์พี่สี่”
“กลับยอดเขาก่อนเถอะ มีบางเรื่องต้องคุยกันหน่อย จากนั้นค่อยไปหาท่านเจ้าสำนัก”
เจี้ยนหรูอวิ๋นกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย จากนั้นมองดูเสี่ยวเหอ สองคิ้วขมวดขึ้นมา เผยให้เห็นสีหน้าที่ดูรังเกียจ
หลิ่วสือซุ่ยมิได้สังเกตเห็นสีหน้าของเขา เมื่อได้ยินคำพูดนี้จึงรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ขณะเตรียมตอบรับ จู่ๆ พลันมีเสียงเสียงหนึ่งดังออกมาจากในกลุ่มคน
เสียงนั้นฟังดูอ่อนโยน คล้ายกับสายลมก็มิปาน พัดผ่านผิวน้ำ เกิดเป็นระลอกคลื่นเล็กน้อย
“ศิษย์พี่ทุกท่าน ข้าขอคุยกับสหายหลิ่วสักเล็กน้อยได้หรือไม่?”
เมื่อเห็นหญิงสาวชุดขาวผู้นั้น ศิษย์ชิงซานที่อยู่ริมธารค่อนข้างตกใจ
หญิงสาวชุดขาวดูบอบบาง คล้ายกิ่งหลิวที่อยู่ในสายลม ทำให้คนที่ได้เห็นเกิดความรู้สึกอยากจะปกป้องคุ้มครอง
นี่เป็นครั้งแรกที่หลิ่วสือซุ่ยได้พบไป๋เจ่า
……
……
เห็นได้ชัดว่ากั้วหนานซานและศิษย์ยอดเขาเหลี่ยงว่างต่างรู้ว่าไป๋เจ่าจะคุยอะไรกับหลิ่วสือซุ่ย