หลิ่วสือซุ่ยย่อมต้องเป็นคนที่พูดมาก มิเช่นนั้นเมื่อในอดีตตอนที่จิ๋งจิ่วได้พบสมณะหนุ่มแห่งวัดกั่วเฉิงที่ฝึกปิดวาจา เขาจะคิดถึงหลิ่วสือซุ่ยได้อย่างไร
แต่แน่นอน ในอดีตเขามิได้พูดมากเหมือนอย่างในวันนี้
ในช่วงเวลาสิบกว่าปีมานี้ เขาแบกรับความรับผิดชอบและความลับเอาไว้มากมาย เป็นเพราะกังวลว่าจะเผลอหลุดปากพูดอะไรออกไป เป็นเพราะความกดดัน เป็นเพราะต้องแสดงเป็นศิษย์ที่ตกอยู่ในสภาพน่าสังเวชที่ไปเข้ากับฝ่ายมาร คำพูดของเขายิ่งน้อยลงทุกวัน อดกลั้นจนแทบจะกลายเป็นบ้า
จนกระทั่งวันนี้สร้อยข้อมือของจิ๋งจิ่วได้กลายเป็นกระบี่เปิดทางให้เขา กระบี่ชิงซานจำนวนมากมุ่งหน้าไปยังทะเลตะวันตก ในที่สุดเขาก็ไม่ต้องแสดงบทบาทนั้นแล้ว ได้รับการปลดปล่อย เขาจึงอยากจะเอาคำพูดที่ไม่ได้พูดมาเป็นเวลาสิบกว่าปีพูดออกมาให้หมด
ภายในถ้ำตกอยู่ในความเงียบ ไม่มีเสียงอะไรดังขึ้นเป็นเวลานาน เสี่ยวเหอโอบกอดเขาเอาไว้ ลูบแผ่นหลังของเขาอย่างแผ่วเบา
หลิ่วสือซุ่ยรู้สึกตื้นตันใจ แล้วก็รู้สึกตื่นเต้น สองมือไม่รู้ควรจะวางเอาไว้ที่ไหน แข็งเกร็งอยู่กลางอากาศ ใบหน้าแดงเรื่อขึ้นทุกขณะ
สุดท้ายเขาก็มิอาจทนต่อไปได้ จึงกล่าวเสียงสั่นเครือ “ข้า…ข้าหิวน้ำ”
เสี่ยวเหอผละออกจากตัวเขา มองดูเขายิ้มๆ พลางกล่าว “พูดมากขนาดนี้ จะไม่หิวน้ำได้อย่างไร?”
หลิ่วสือซุ่ยไม่กล้ามองนาง เขาดื่มน้ำในถ้วยชาไปจนหมด จากนั้นถามว่า “ตอนนี้เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
เมื่อกินยาเข้าไป