างตกใจ จากนั้นรีบวิ่งเข้าไปช่วย
ผู้อาวุโสขั้นคเนจรผู้นั้นรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายของเพลิงปีศาจที่ยังหลงเหลืออยู่ในอากาศ จึงขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางกล่าวถามว่า “เป็นใคร?”
ถงหลูถูกศิษย์สำนักกระบี่ซีไห่พยุงขึ้นมา กล่าวว่า “หลิ่วสือซุ่ยขอรับ”
เมื่อได้ยินชื่อนี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้อาวุโสหรือศิษย์สองสามคนนั้นต่างก็รู้สึกตกตะลึง
ถงหลูส่งสายตาบอกศิษย์น้องว่าไม่ต้องพยุงตนเองแล้ว เขามองดูหินโสโครกที่ถูกฟันจนแตก ปลาตายที่ลอยขึ้นมาทุกที่ ในดวงตามีแววตาโกรธแค้นปรากฏขึ้นมา
“ครั้งนี้เขาหนีไม่รอดแน่”
นับแต่ที่เห็นจดหมายฉบับนั้น เขาก็เริ่มคาดเดาแล้วว่าเป็นผู้ใดที่มาท้าตนเองสู้
ถึงแม้นเขาจะคิดไม่ถึงว่าหลิ่วสือซุ่ยจะใจกล้าถึงเพียงนี้ แต่คำตอบนี้ก็มิได้เหนือความคาดหมายเขาไปเท่าใดนัก
ที่นี่คือด้านนอกเมืองไห่โจว เป็นอาณาเขตของสำนักกระบี่ซีไห่ เขาได้เตรียมการล้อมจับเอาไว้ตั้งแต่ก่อนที่จะมาประลองแล้ว ย่อมไม่มีทางปล่อยให้หลิ่วสือซุ่ยหนีไปได้
แต่เรื่องราวหลังจากนั้นกลับเหนือไปจากความคาดหมายของถงหลู
สำนักกระบี่ซีไห่ปิดตายเมืองไห่โจว ส่งศิษย์จำนวนมากออกค้นหา แต่กลับไม่พบร่องรอยของหลิ่วสือซุ่ย
เขาหายตัวไปเฉยๆ คล้ายกับผีตนหนึ่ง
……
……
นอกเมืองไห่โจวมีเมฆแถบหนึ่งที่ตลอดทั้งปีไม่ยอมสลายหายไปไหน หรือควรจะเรียกว่าเมฆก้อนหนึ่งมากกว่า
เพราะเมฆก้อนนี้หนามาก ตั้งแต่ด้านล่างไปจนถึงด้านบนสุดไม่รู้ว่าสูงกี่พันจ้าง
กระทั่งประชาชนในเมือ