เจ้าสำนักกล่าว “หากมีคนคาดเดาถึงอะไรบางอย่างได้จริงๆ มันจะเกิดปัญหาได้ ถึงเวลานั้นคำว่าประชาชนตกอยู่ในทุกขเวทนาคงจะได้เอามาใช้จริงๆ”
สำนักชิงซานและสำนักจงโจวเปิดศึกกัน ประวัติศาสตร์ที่จิ๋งจิ่วเคยคาดการณ์เอาไว้ตอนที่อยู่ในเมืองเจาเกอจะเกิดขึ้น
เจ้าล่าเยวี่ยกล่าว “ข้าไม่ได้คิดมากขนาดนั้น”
“ควรจะบอกว่าเจ้าขี้เกียจคิดมากกว่า? เจ้าหน้าที่คนนั้นชื่อซือเฟิงเฉิน? ชื่อนี้ใช่ไหม ความหวาดกลัวที่เขามีต่อเจ้ามันไม่แน่ว่าจะไร้เหตุผลไปเสียทีเดียว”
เจ้าสำนักพลันถามว่า “เจ้าเดาได้แล้วใช่ไหมว่าเขาคือใคร?”
เจ้าล่าเยวี่ยนิ่งเงียบไปเป็นเวลานาน มิได้ตอบคำถามเขา หากแต่ถามกลับไปว่า “กระบี่พรหมจรรย์เป็นของใคร?”
เจ้าสำนักเองก็มิได้ตอบคำถามของนาง
……
……
ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น
เจ้าล่าเยวี่ยยืนอยู่ริมผา ฟังเสียงร้องมีความสุขของเหล่าวานรที่อยู่บนยอดเขาเสินม่อ ในใจครุ่นคิดเงียบๆ
หลังจากที่ไปพบพระสนมหูในคืนนั้น ฝ่าบาทเสินหวงทรงให้ราชองครักษ์จินนำเอากระบี่พรหมจรรย์มามอบให้นาง นี่ก็แสดงว่าเรื่องนี้มิได้ง่ายดายเหมือนอย่างที่คิด
กระบี่พรหมจรรย์อานุภาพร้ายกาจ เมื่ออยู่ในมือนางเรียกได้ว่ามิได้ด้อยไปกว่ากระบี่มิคำนึง ดังนั้นในคืนนั้นจึงโจมตีลั่วไหวหนานจนบาดเจ็บสาหัสได้
กู้ชิงมาถึงริมผา กล่าวเสียงเบาๆ ว่า “ตรวจสอบเรียบร้อย เป็นกระบี่ของผู้หลบหนีกระบี่”