เมืองกุ้ยอวิ๋นเป็นเมืองธรรมดา แต่หลังผ่านไปคืนหนึ่งมันกลับกลายเป็นสถานที่ที่มีชื่อเสียงที่สุดบนแผ่นดินเฉาเทียน
ตั้งแต่รุ่งสาง สายตาจำนวนนับไม่ถ้วน รถม้าบินและลำแสงกระบี่ต่างทยอยกันบินลงมาในเมือง
บรรยากาศภายในเมืองกดดันและตึงเครียดอย่างมาก กระทั่งสุนัขก็มิกล้าเห่าหอน นั่งขดหางอยู่ในโพรง
น้ำค้างเปียกชื้นบนแผ่นอิฐสะท้อนเงาคนจำนวนนับไม่ถ้วน ไม่รู้ว่ามีผู้คนมากมายเท่าไรกำลังเดินค้นหาตามตรอกซอกซอย
กรมชิงเทียนเริ่มทำการสืบสวน ห้ามมิให้ชาวเมืองคนไหนออกไปจากเมือง เรือนพักหลังเล็กที่กลายเป็นเศษซากกลายเป็นพื้นที่หวงห้าม มิอนุญาตให้ผู้ใดเข้าใกล้
ในเศษซากมีแสงสว่างของไข่มุกวิเศษสว่างขึ้นมาเป็นช่วงๆ บางครั้งก็จะได้ยินเสียงหอบหายใจหนักๆ ของสุนัขดมกลิ่น
เหล่าศิษย์ของสำนักจงโจวเฝ้าอยู่รอบด้านซากปรักหักพัง ในสายตาเต็มไปด้วยเพลิงแค้นและความเศร้าเสียใจ เมื่อมองลึกเข้าไปจะเห็นถึงความรู้สึกสับสน
ศิษย์พี่ใหญ่ตายแล้วหรือ? เป็นไปได้อย่างไร?
ชายชรารูปร่างผอมแห้งลอยอยู่บนอากาศเหนือซากบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบจ้าง สีหน้าดูแย่อย่างถึงที่สุด ร่างกายแผ่ไอพลังที่ดูอึมครึมออกมา
เขาคือผู้อาวุโสแห่งสำนักจงโจวเหรินเชียนจู๋ สภาวะลึกล้ำเหนือประมาณ บรรลุสภาวะขั้นแปรจิตระดับสูงสุดนานแล้ว
ทุกคนต่างจินตนาการได้ว่าการตายของลั่วไหนหนานจะสร้างผลกระทบให้แก่สำนักจงโจวอย่างไร แล้วก็จินตนาการได้ถึงอารมณ์ของเหรินเชียนจู