ญหาอีกสองข้อที่ข้าไม่เข้าใจ”
เสียงอันอ่อนโยนภายในเกี้ยวค่อยๆ เบาลง คล้ายว่าผู้อาวุโสสูงสุดของสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ยผู้นี้ก็รู้สึกแปลกใจเช่นเดียวกัน
สีหน้าของจางอี๋อ้ายและเหรินเชียนจู๋แปรเปลี่ยนเป็นจริงจัง มิกล้ากล่าวคำพูดใดๆ ออกมา
“ในนั้นมีเจตน์กระบี่สายหนึ่งที่เบาบางอย่างมาก แต่…มันเป็นของชิงซาน ส่วนเจตน์กระบี่อีกสายหนึ่งเห็นๆ อยู่ว่าแปลกหน้า แต่ข้ากลับรู้สึกเหมือนว่าเคยเห็นที่ไหนมาก่อน”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ จางอี๋อ้ายพลันรู้สึกว่าสายลมยามเช้าที่ตกกระทบลงบนใบหน้านั้นช่างหนาวเย็นเป็นยิ่งนัก คล้ายดั่งบาดลึกลงไปในผิวหนัง
ในอดีตเจ้าล่าเยวี่ยเคยถูกผู้อาวุโสขั้นจิตก่อรูปของสำนักจงโจวลอบสังหารในหุบเขาหมิงชุ่ย เกิดเป็นความวุ่นวายครั้งใหญ่
แต่วันนี้ลั่วไหวหนานได้ตายลงแล้ว!
เขาเติบโตมาจากสำนักจงโจว แต่กลับเป็นขุนนางคนสำคัญของราชสำนัก เขาย่อมต้องไม่ยอมให้เรื่องราวดำเนินไปในทิศทางนั้นอย่างแน่นอน
เหรินเชียนจู๋ได้ยินประโยคนี้ สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนเป็นเฉยชาขึ้นกว่าเดิม หรือเรียกได้ว่าเย็นชา เขาโน้มกายคารวะเกี้ยวเล็กผ้าม่านเขียวหลังนั้น พลางกล่าวว่า “ขอบคุณผู้อาวุโสขอรับ”
ภายในเกี้ยวมีเสียงถอนใจดังออกมา ก่อนจะบินทวนสายลมยามเช้าขึ้นไป จากนั้นค่อยๆ หายไปในท้องฟ้าสีแดงยามรุ่งอรุณ
จางอี๋อ้ายมิได้ลังเล เขาหมุนตัวมาขวางไว้ด้านหน้าของเหรินเชียนจู๋ จ้องมองดวงตาเขาพลางกล่าวว่า “ศิษย์พี่ ได้โปรดใจเย็นก่อน!”
เห