นถูกสายตาทุกคนจ้องมองจนรู้สึกโมโห จึงกล่าวว่า “เอาเป็นว่าเพื่อนในกลุ่มเขายังไม่ได้วาดเลยซักดอก ข้าไม่ยอมรับ”
มีคนกล่าวอย่างทอดถอนใจขึ้นมา “ไม่ว่าจะยอมรับหรือไม่ยอมรับ ก็ดูเหมือนว่าปีนี้ลั่วไหวหนานจะไม่ได้ที่หนึ่งแล้วล่ะ ช่างน่าตกใจจริงๆ”
เหอจานชื่นชมภาพวาดของตัวเอง มองทีหนึ่งก็จิบสุราอึกหนึ่ง เพียงไม่นานก็ดื่มไปครึ่งไห ยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกชอบภาพดอกเหมยภาพนี้
เมื่อได้ยินพวกเขาพูดคุยกัน เขาจึงส่ายศีรษะแล้วกล่าวขึ้นมาว่า “ในด้านวิถีหมาก ถงเหยียนยังเอาชนะจิ๋งจิ่วไม่ได้ แล้วทำไมพวกท่านถึงคิดว่าลั่วไหวหนานจะเอาชนะจิ๋งจิ่วในการประลองวิถีพรตได้?”
……
……
ไม่รู้ว่าฉานจึได้เห็นภาพนี้หรือไม่ แต่การประลองวิถีพรตยังคงดำเนินต่อไป
ผู้บำเพ็ญพรตหนุ่มสาวที่เข้าร่วมการประลองวิถีพรตต่างได้เจอเหตุการณ์ที่คาดไม่ถึงบางอย่างเหมือนกับที่จิ๋งจิ่วและไป๋เจ่าได้เจอ —- อสูรหิมะที่เดิมทีไม่เคยจะตื่นขึ้นมาในฤดูร้อน แล้วยังมีหมอกหนาทึบอันน่าหวาดกลัวเหล่านั้นได้สร้างความยากลำบากให้แก่พวกเขาอย่างมาก ไม่นานก็ค่อยๆ มีเหตุการณ์บาดเจ็บและล้มตายที่รุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ไป๋เจ่าได้แจ้งสิ่งที่ตนเองวิเคราะห์กลับมายังเมืองเจาเกอ ไม่รู้ว่าอาจารย์แต่ละสำนักจะคิดอย่างไร แต่นอกจากเตือนให้ระวังหมอกอันหนาวเย็นนั่นแล้ว ตอนนี้ยังไม่มีการแจ้งอะไรเพิ่มเติม
เจตนารมณ์เดิมของการประลองวิถีพรตก็คือใช้ความเป็นความตายมาทำให้ใจแห่งเต๋าของศิษย์แห่