ไห่ทราบว่าคนผู้นั้นที่ฉานจึกล่าวถึงหมายถึงผู้ใด ฉานจึกล่าวด้วยสีหน้าคร่่ำเคร่งว่า “ยิ่งไปกว่านั้นแมลงเส้นเหล็กมิได้ปรากฏตัวออกมานานหลายปีแล้ว ถึงแม้ในตอนนั้นจะมีแมลงเส้นเหล็กจำนวนหนึ่งที่มุดดินหนีลงไปตอนที่คลื่นอสูรพากันถอยหนีกลับไป แต่เวลานี้เป็นฤดูร้อน พวกมันน่าจะจำศีลอยู่ถึงจะถูก เหตุใดจู่ๆ จึงตื่นขึ้นมา?”
ฉานจึลืมโต พลางกล่าวด้วยสีหน้าจนปัญญา “ข้าจะไปรู้ได้ยังไงล่ะ”
สมณะซื่อไห่ยิ้มเจื่อน ก่อนกล่าวว่า “หรือว่าปีนี้จะมีคลื่นอสูรอีก?”
ครั้นได้ยินคำว่าคลื่นอสูร สีหน้าฉานจึพลันจริงจังขึ้นมา กล่าวว่า “ข้าได้ให้ศิษย์หลานตู้ไห่ไปดูแล้ว”
สมณะตู้ไห่ก็คือหัวหน้าอารามหลี่ว์ถัง ไม่มีใครทราบว่าสมณาสูงศักดิ์รูปนี้ได้เดินทางขึ้นไปทางเหนือแล้ว
สมณะซื่อไห่กล่าวอย่างกังวลใจ “ยุติการประลองวิถีพรตล่วงหน้าดีหรือไม่ขอรับ?”
งานชุมนุมเหมยฮุ่ยปีนี้ได้ฉานจึมาเป็นประธานในการดำเนินงาน
มีเพียงเขาที่จะมีสิทธิ์ยุติการประลองวิถีพรตครั้งนี้
ฉานจึมองดูกองไม้ที่อยู่บนอาสนะ ก่อนจะยื่นมือไปจับไม้แท่งหนึ่ง จากนั้นดึงออกมา
สมณะซื่อไห่พลันรู้สึกตึงเครียดขึ้นมา
ไม้จำนวนหลายร้อยแท่งล้มลงมา มิได้ส่งเสียงดังอะไรนัก
ฉานจึมองดูแท่งไม้ที่ล้มระเนระนาดกองนั้น นิ่งเงียบมิกล่าวกระไรอยู่นาน คล้ายยังคิดไม่ตก
วัดกั่วเฉิงเชี่ยวชาญการเชื่อมโยงสองจิตที่สุด
การฝึกฝนของฉานจึในด้านนี้ย่อมต้องลึกล้ำจนมิอาจประมาณได้
การที่เขาลังเลเช่นนี้เป