เวลานี้เป็นช่วงปลายฤดูใบไม้ผลิ แต่สาวน้อยยังคงสวมเสื้อที่มีเนื้อผ้าหนาๆ ดูค่อนข้างแปลกประหลาด
นางสะบัดแขนเสื้อ เศษหินที่อยู่ในซากปรักหักพังกลิ้งกระจายตัวออก เผยให้เห็นพื้นด้านล่าง
เจ้าล่าเยวี่ยั่งอยู่ตรงมุมอาราม เสื้อผ้าขาดวิ่น คราบเลือดเต็มร่างกาย ผมเผ้าและใบหน้าเปรอะเปื้อนสกปรก ดูกระเซอะกระเซิงสิ้นสภาพ
แต่สีหน้าของนางกลับเรียบเฉย มองดูสาวน้อยที่สวมเสื้อผ้าธรรมดาๆ ผู้นั้น มิได้กล่าวกระไร
วันนี้มาตามที่ได้นัดหมายกับอีกฝ่าย ถึงได้ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ จนเกือบจะถูกสังหาร
สาวน้อยที่สวมเสื้อหนาๆ ผู้นี้ก็คือกั้วตง ผู้สืบทอดของสำนักแม่ชีสุ่ยเยวี่ย
กั้วตงเดินผ่านพื้นที่เต็มไปด้วยเศษหิน มายืนอยู่ตรงหน้าเจ้าล่าเยวี่ย ก่อนจะสกัดจุดห้ามเลือดให้นางไปหลายจุดโดยที่นิ้วมิได้ถูกตัว จากนั้นกล่าวว่า “เจ้าโง่กว่าที่ข้าคิดเอาไว้”
เจ้าล่าเยวี่ยกล่าว “เพราะสำหรับข้าแล้ว เรื่องที่เราพบกันมันเป็นเรื่องที่สมควร จึงมิได้คิดอะไรมาก”
กั้วตงกล่าวว่า “เพราะอะไร?”
เจ้าล่าเยวี่ยกล่าวว่า “เจ้าเป็นศิษย์ของเหลียนซานเยวี่ย ข้าเป็นศิษย์ของนักพรตจิ่งหยาง ย่อมต้องมาเจอหน้ากันอยู่แล้ว”
กั้วตงรับรู้ได้ถึงร่องรองของเจตน์กระบี่ที่ยังหลงเหลืออยู่ในซากปรักหักพัง หลังนิ่งเงียบอยู่ครู่จึงกล่าวว่า “ไม่เลว เขาถ่ายทอดเพลงกระบี่นี้เอาไว้ให้เจ้า แสดงให้เห็นว่าเขามองเจ้าเป็นศิษย์ที่แท้จริง เช่นนั้นข้าก็สมควรจะมาพบเจ้าจริงๆ”
เจ้าล่