มันไม่ยุติธรรม”
“นี่ทำให้ทุกสิ่งแปรเปลี่ยนเป็นไร้ความหมาย”
สายตาของถงเหยียนคล้ายดูโศกเศร้า
จิ๋งจิ่วนิ่งเงียบไปครู่ ก่อนกล่าวว่า “แต่ไหนแต่ไรมา โลกนี้มิเคยยุติธรรม ต่อให้เจ้าและข้าจะรักโลกนี้เพียงใด สำหรับโลกนี้แล้วล้วนแต่ไร้ความหมาย”
—-พวกเราถนัดในการใช้คำและคำนิยามที่สวยงามมาปลอบประโลมมนุษย์ด้วยกันเอง แต่โลกนี้เดิมทีมันก็เป็นเช่นนี้อยู่แล้ว
เจ้าล่าเยวี่ยคิดถึงคำพูดที่เขาเคยพูดหลังออกมาจากสวนดอกเหมยเก่าในคืนวันนั้น ทันใดนั้นพลันรู้สึกหนาวเย็นขึ้นมา
ผู้คนที่อยู่ด้านนอกศาลาเองก็คล้ายรู้สึกได้ถึงความหนาวเย็นหลังฝนตก ความเงียบสงัดวังเวง บรรยากาศอึมครึมแปลกๆ
“ไม่ ข้าไม่เชื่อ….”
ถงเหยียนกล่าวพึมพำ “ทุกสิ่งควรจะมีความหมาย ยิ่งไปกว่านั้นต้องมีความหมาย”
เขาไม่สามารถยอมรับคำพูดของจิ๋งจิ่วได้
เขาศึกษาวิถีแห่งหมากอย่างลึกซึ้งมาแต่เล็ก ภายใต้การชี้แนะของอาจารย์สำนักจงโจว เขาก็ค่อยๆ เข้าใจมันลึกซึ้งยิ่งขึ้น วิธีที่เขาใช้บำเพ็ญเพียรก็คือการใช้หมากนำไปสู่ธรรมวิถี
บนกระดานแบ่งเป็นสีขาวดำ การเปลี่ยนแปลงของความมืดและความสว่าง ดูแล้วคล้ายลึกซึ้งยากคะเนได้ แต่ความจริงแล้วมันมีกฎเกณฑ์ของมันอยู่
สิ่งที่เขาทำก็คือตามหากฎเกณฑ์นั้น
นี่คือสิ่งที่เขาวิ่งไล่ตามมาชั่วชีวิต
……
……
“ทุกสรรพสิ่งล้วนมีวิถี แต่หลายสิ่งยากที่จะนำไปสู่ธรรมวิถีได้”
จิ๋งจิ่วกล่าว “อย่างเช่นสำหรับข้าแล้ว ทั้งพิณ หมาก พู่กัน ภาพวาด ล้วนแต่