เก่า?”
เทียนจิ้นเหรินกล่าวอย่างราบเรียบว่า “ในเมื่อฉานจึมีข้อสรุปในเรื่องนี้แล้ว ที่เรียกข้ามา ย่อมมิใช่เพื่อฟังข้าอธิบาย”
ฉานจึดึงสายตากลับมา จากนั้นมองดูเขาพลางกล่าวว่า “ถูกต้อง ประสกและอาตมาต่างทราบดี ทุกสิ่งล้วนอยู่ที่ใจ พูดไม่พูด ความจริงแล้วไม่สำคัญ”
เทียนจิ้นเหรินเข้าใจความหมายของเขา แต่ก็ยังรู้สึกไม่เข้าใจ จึงกล่าวถามว่า “เหตุใดฉานจึต้องออกหน้าในเรื่องนี้?”
“เพราะเด็กหนุ่มผู้นั้นน่าจะถือได้ว่าเป็นผู้สืบทอดของสหายเก่ากระมัง”
เสียงของฉานจึเต็มไปด้วยความรู้สึกทอดถอนใจและหวนคิดถึงความหลัง
หลังจากนั้น เขาย่างเท้าออกไปยังป่าที่อยู่ห่างออกไปโดยไม่สนใจว่าเท้าจะเปรอะเปื้อนโคลนเปียกๆ เหล่านั้นอีก
……
……
ฉานจึจากไปเช่นนี้
ป่าเงียบเชียบ
บนพื้นหญ้าที่อ่อนนุ่มและเปียกชื้นคือรอยเท้าที่ฉานจึทิ้งเอาไว้
ด้านล่างต้นหญ้าที่ถูกเหยียบจนหักคือดินโคลนที่เปียกชื้น
ในโคลนมีดอกบัวสีขาวงอกออกมา
หนึ่งก้าว
หนึ่งดอก
นี่คือฌานที่ฉานจึทิ้งเอาไว้
เทียนจิ้นเหรินจ้องมองดอกบัวสีขาวที่งอกออกมาจากในดินโคลน ดวงตาสีเทาขาวดูเหม่อลอย
เขาไม่รู้ว่าตัวเองจะมีชีวิตรอดออกไปจากที่นี่ได้หรือไม่
………………………………………………