ท่านี้”
ฉานจึคล้ายรู้สึกคัน จึงเกาตรงหน้าอก ก่อนจะเดินไปใต้ต้นท้อต้นหนึ่ง จากนั้นเอาโคลนที่อยู่บนเท้าเช็ดไปบนต้นไม้
“อาตมาเชิญประสกมา เพราะเมื่อรุ่งเช้าได้รับจดหมายฉบับหนึ่งจากฝ่าบาท”
เทียนจิ้นเหรินมองไม่เห็น ในสายตาเองก็มิได้แสดงอารมณ์อะไรออกมา เขากล่าวอย่างราบเรียบว่า “อย่างนั้นหรือ?”
ฉานจึกล่าว “หมึกบนจดหมายยังไม่แห้ง น่าจะเพิ่งเขียนเสร็จ ดูเหมือนฝ่าบาทจะไม่ได้บรรทมทั้งคืน ทรงกังวลพระทัยเป็นยิ่งนัก”
เทียนจิ้นเหรินอุทานชมเชยว่า “ฝ่าบาททรงเป็นห่วงอาณาจักรและประชาชนไพร่ฟ้า ทรงงานขันแข็ง ช่างเป็นบุญของประชาชนยิ่งนัก”
ฉานจึแน่ใจแล้วว่าเช็ดโคลนบนเท้าจนสะอาดสะอ้านพอประมาณ จึงพยักหน้าอย่างพอใจ กล่าวว่า “เรื่องอาณาจักรและไพร่ฟ้า? ไม่ พระองค์ทรงกำลังกังวลถึงผู้สืบทอดของสหายเก่าผู้หนึ่งเท่านั้น”
เทียนจิ้นเหรินเหมือนจะเดาได้ว่าหมายถึงอะไร อารมณ์ที่อยู่ภายในดวงตาสีเทาขาวค่อยๆ นิ่งค่อยๆ ลึกซึ้งขึ้น
“เป็นฟางจิ่งเทียน?” จู่ๆ ฉานจึพลันถามขึ้นมา
ในตอนที่ถ้ำปลอมของนักพรตจิ่งหยางเปิดออก เขาเองก็เห็นฟางจิ่งเทียน
เพราะในตอนนั้น ฟางจิ่งเทียนเกิดความคิดที่จะสังหารจิ๋งจิ่ว
และเป็นเพราะเหตุนี้ เขาจึงใช้เมฆดอกบัวคุ้มครองจิ๋งจิ่วออกมา
เทียนจิ้นเหรินมิได้ตอบคำถามนี้
แสงอาทิตย์ยามเช้าปกคลุมวัด ท้องฟ้าสีครามสดใส แต่กลับไม่เห็นร่องรอยของดวงอาทิตย์
ฉานจึมองดูท้องฟ้าพลางกล่าวกับตัวเองว่า “หรือจะเป็นเรื่องของสหาย