เท้าของคนผู้นั้นฟังดูค่อนข้างแปลก คล้ายแมวกำลังดื่มน้ำ คล้ายม้าย่ำลงไปบนโคลน
นั่นคือเด็กหนุ่มผู้นั้น บนศีรษะไว้ผมสีดำบางๆ ชั้นหนึ่ง จีวรสีแดงเข้มสวมใส่บนตัวอย่างหลวมๆ ดูมิค่อยใส่ใจอะไร
ดวงตาของเขาใสกระจ่าง แต่เท้าทั้งสองข้างกลับเปลือยเปล่า มีเศษดินโคลนเปรอะเปื้อน แลดูสกปรก
เทียนจิ้นเหรินยิ้มเล็กน้อยพลางกล่าว “ขอเพียงในใจมีพระ จะกินเนื้อร่ำสุราก็ย่อมได้”
สมณะน้อยโบกมือพลางกล่าว “กินแล้วคือกินแล้ว ทำแล้วคือทำแล้ว จะกล่าวเช่นนั้นไม่ได้ แข็งเกินไป”
เทียนจิ้นเหรินมิได้กล่าวกระไรอีก หากแต่โค้งตัวคารวะเล็กน้อย พลางกล่าวว่า “ฉานจึเรียกข้ามา มีเรื่องใดชี้แนะ?”
ที่แท้สมณะน้อยผู้นี้คือฉานจีที่ร่ำลือกัน
ในสายตาของปุถุชนคนธรรมดาทั่วไป เขาคือปรมาจารย์ที่มีชื่อเสียงทัดเทียมกับสมณะน้อยรูปนี้
แต่ตัวเขารู้ดี ไม่ว่าจะเป็นความอาวุโส สถานะหรือสภาวะ ตนเองล้วนแต่ไม่อาจเทียบอีกฝ่ายได้ กิริยาท่าทางจึงดูเคารพนอบน้อม
ฉานจึกล่าวว่า “ฝ่าบาททรงเชิญอาตมาและประสกมาเมืองเจาเกอ เจตนาของพระองค์ชัดเจน ประสกมีความเห็นอย่างไร?”
เทียนจิ้นเหรินกล่าว “เรื่องราวเกี่ยวพันถึงชะตาชีวิตของเผ่าพันธุ์เรา ไม่อาจปฏิเสธเพียงเพราะหนทางสู่สวรรค์ยากสอดส่อง สมควรทำนายอย่างเต็มที่ เพื่อให้พระองค์สบายพระทัย”
ฉานจึถามอย่างใครรู่ “ได้ยินว่าเมื่อวานประสกทูลองค์ชายว่าอีกร้อยปี?”
เทียนจิ้นเหรินมิได้ปฏิเสธ เขากล่าวว่า “ข้าทำนายได้คร่าวๆ เพียงเ