การเคลื่อนไหวอันนี้ของจิ๋งจิ่วทำให้เขากลายเป็นที่สังเกตอีกครั้ง
ทุกคนเริ่มคาดเดาขึ้นมาอีกครั้งถึงสถานะของเขา
ยืนอยู่ข้างกระดาน สามารถมองเห็นสถานการณ์บนกระดานได้อย่างชัดเจน มองเห็นกระทั่งรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้ามหาบัณฑิตกัวและมองเห็นว่าคิ้วที่บางเบาของชายหนุ่มผู้นั้นเลิกขึ้นมาอย่างไร ยอดฝีมือทางวิถีหมากที่คอยชมการประลองเหล่านั้นได้แต่ต้องยืนอยู่ในที่ที่ห่างออกไป จึงย่อมต้องรู้สึกอิจฉาตำแหน่งของเขา เกิดความรู้สึกอยากจะเข้าไปแทนที่ ต่อให้แค่ไปคอยช่วยรินชาอยู่ด้านข้างก็ถือว่าดีมากแล้ว ใครจะไปคิดบ้างว่าเขาจะนั่งลงไปแบบนี้ ทำแบบนี้มันหมายความว่าอย่างไร?
เดี๋ยวๆ แล้วเขาไปเอาเก้าอี้ตัวนั้นมาจากไหน?
การเดินหมากได้ผ่านช่วงต้นกระดานมาแล้ว กำลังเข้าสู่ช่วงกลางกระดาน ในที่สุดสถานการณ์บนกระดานก็ดูชัดเจนขึ้นมาบ้าง
มหาบัณฑิตกัวครุ่นคิดอยู่ครู่ ก่อนจะวางหมากลงไป ความรู้สึกดีเป็นอย่างมาก ในที่สุดอารมณ์ก็ผ่อนคลายลงบ้าง จากนั้นเขาสังเกตเห็นจิ๋งจิ่ว
เขามองดูเก้าอี้ไม้ไผ่ของจิ๋งจิ่ว พลางกล่าวถามอย่างยิ้มๆ ว่า “เอาชาซักถ้วยไหม?”
จิ๋งจิ่วถาม “ชาอะไร?”
มหาบัณฑิตกัวกล่าว “ชาเหมาเจียนที่ส่งมาจากซิ่นหยาง”
จิ๋งจิ่วไม่รู้เรื่องชา แล้วก็ไม่ค่อยได้ดื่มชา แต่เขารู้จักชื่อนี้ จึงกล่าวว่า “อย่างนั้นก็เอามาถ้วยนึง”
ผู้ดูแลแห่งทำเนียบบัณฑิตคอยยืนรออยู่ด้านข้าง ผ่านไปไม่นานก็ยกชามาสามถ้วย
จิ๋งจิ่วเปิดฝาถ้วยชา กลิ่นหอมสดชื่